วันอาทิตย์ที่ 4 เทศกาลธรรมดา
(1 กุมภาพันธ์ 2026)
บทภาวนาพระวรสาร: มัทธิว 5:1–12
คุณพ่อคลาเรนซ์ เดวาดาสส์
ครั้งหนึ่ง
มีชายหนุ่มคนหนึ่งปีนขึ้นไปบนภูเขาเพื่อแสวงหาปรีชาญาณ เขาเคยได้ยินว่าบนยอดเขามีอาจารย์ผู้สามารถเปิดเผยความลับของความสุขได้
หลังจากต้องฝ่าฟันความยากลำบากเป็นเวลาหลายชั่วโมง ในที่สุดเขาก็ไปถึงยอดเขา
ทั้งเหนื่อยล้าและมือเปล่า อาจารย์มองดูเขาแล้วถามว่า “เจ้าพกอะไรติดตัวมาบ้าง?”
ชายหนุ่มตอบว่า “ไม่มีอะไรเลย ระหว่างทางผมทำอาหาร
น้ำดื่ม แม้แต่เรี่ยวแรงของตัวเองหายไปหมดแล้ว”
อาจารย์ยิ้มและกล่าวว่า “ถ้าเช่นนั้น เจ้าก็พร้อมแล้ว
ความสุขเริ่มต้นเมื่อเจ้าตระหนักว่า ไม่มีสิ่งใดให้ยึดเกาะ นอกจากพระเจ้าเท่านั้น”
เรื่องราวเรียบง่ายนี้สะท้อนหัวใจของพระวรสารในวันนี้ได้อย่างชัดเจน
พระเยซูเจ้าทรงประกาศพระวาจาแห่งความสุข หรือบทมหาบุญลาภ
ซึ่งดูเหมือนจะกลับหัวกลับหางจากมาตรฐานของโลก คนยากจนฝ่ายจิตใจ คนใจอ่อนโยน
ผู้ที่โศกเศร้า
ผู้ที่หิวกระหายความชอบธรรม—คนเหล่านี้เองที่พระเยซูเจ้าทรงเรียกว่า “เป็นสุข”
ฟังดูแปลกใช่ไหม?
แต่ก็เหมือนกับชายหนุ่มที่ค้นพบปรีชาญาณก็ต่อเมื่อเขาไม่เหลืออะไรเลย
เราเองก็จะค้นพบความยินดีแท้จริงได้ เมื่อเรายอมปล่อยวางความพึ่งพาตนเอง
และยอมรับการพึ่งพาพระเจ้า
การเป็นผู้ยากจนฝ่ายจิตใจ
คือการยอมรับว่าเราไม่สามารถช่วยตนเองให้รอดได้ ทุกสิ่งที่เรามีล้วนเป็นของประทาน
ผู้ที่โศกเศร้าได้รับพระสัญญาแห่งการปลอบโยน
เตือนใจเราว่าพระเจ้าทรงอยู่ใกล้เราที่สุดในยามเจ็บปวด คนใจอ่อนโยนมิใช่คนอ่อนแอ
แต่เป็นผู้เข้มแข็งในความสุภาพอ่อนโยน เลือกความอดทนแทนความโกรธ
ผู้ที่หิวและกระหายความชอบธรรม โหยหาความยุติธรรมและความศักดิ์สิทธิ์ราวกับต้องการอาหารและน้ำ
และเขาจะได้รับความอิ่มเอมจากพระหรรษทานของพระเจ้า
ผู้มีใจเมตตาให้อภัย
เพราะตนเองก็เคยได้รับการอภัย ผู้มีใจบริสุทธิ์ดำเนินชีวิตอย่างจริงใจ
ไม่สวมหน้ากาก ไม่ซ่อนเร้นวาระใด ๆ แสวงหาพระเจ้าเหนือสิ่งอื่นใด
ผู้สร้างสันติทำงานอย่างแข็งขันเพื่อสร้างสะพาน เชื่อมรอยร้าว เยียวยาความแตกแยก
และส่งเสริมการคืนดี และผู้ที่ถูกเบียดเบียนเพราะความชอบธรรม
ย่อมเป็นหนึ่งเดียวกับพระคริสตเจ้า
มีส่วนร่วมทั้งในความทุกข์ทรมานและพระสิริรุ่งโรจน์ของพระองค์
บทมหาบุญลาภไม่ใช่อุดมคติที่เป็นนามธรรม
แต่เป็นหนทางปฏิบัติของการดำเนินชีวิต ลองจินตนาการดูสิ
หากแต่ละคนเลือกบุญลาภประการใดประการหนึ่งในสัปดาห์นี้
และตั้งใจดำเนินชีวิตตามนั้น บางทีคุณอาจเลือกความเมตตา
ด้วยการให้อภัยผู้ที่ทำร้ายคุณ หรือเลือกความอ่อนโยน
ด้วยการตอบสนองอย่างสุภาพในสถานการณ์ตึงเครียด การกระทำเล็ก ๆ เหล่านี้ เมื่อทำอย่างสม่ำเสมอ
จะเปลี่ยนแปลงไม่เพียงชีวิตของเราเท่านั้น แต่ยังเปลี่ยนชีวิตของผู้คนรอบข้างด้วย
โลกในวันนี้ต้องการพยานแห่งบทมหาบุญลาภอย่างยิ่ง
ในยุคที่เต็มไปด้วยความแตกแยก ความโลภ และความรุนแรง การดำเนินชีวิตตามบทมหาบุญลาภสามารถเป็นเครื่องหมายแห่งความหวัง
ความถ่อมตน และสันติอย่างแท้จริง เมื่อคริสตชนมีชีวิตตามบทมหาบุญลาภ
เราแสดงให้เห็นว่าหนทางอื่นยังเป็นไปได้—หนทางของพระคริสตเจ้า
บทมหาบุญลาภไม่เคยเป็นเรื่องง่าย แท้จริงแล้ว
บุญลาภเหล่านี้เรียกร้องความกล้าหาญ การเสียสละ และความเชื่อ
แต่ขณะเดียวกันก็สัญญาถึงความยินดีว่า “จงชื่นชมยินดีและเปรมปรีดิ์เถิด
เพราะบำเหน็จของท่านยิ่งใหญ่นักในสวรรค์” ขอให้เรารับถ้อยคำเหล่านี้ไว้ในใจ
มิใช่เป็นอุดมคติอันห่างไกล แต่เป็นแนวทางปฏิบัติในชีวิตประจำวัน
เมื่อเราพิจารณาใคร่ครวญบทมหาบุญลาภ
เราจะตระหนักว่า สิ่งเหล่านี้มิใช่เพียงถ้อยคำที่ถูกเก็บรักษาไว้ในพระคัมภีร์
แต่เป็นคำเชื้อเชิญที่มีชีวิตจากพระคริสตเจ้ามาถึงเราแต่ละคนในวันนี้
เช่นเดียวกับชายหนุ่มบนภูเขาที่ค้นพบว่า
ปรีชาญาณและความสุขแท้จริงเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อเขาปล่อยวางทุกสิ่งและยึดพระเจ้าเป็นที่พึ่ง
เราเองก็ถูกเรียกให้ปลดเปลื้องความหยิ่งผยอง การพึ่งพาตนเอง
และมาตรวัดความสำเร็จแบบโลกออกไป
แทนที่สิ่งเหล่านั้น เราเลือกโอบรับความถ่อมตน
ความเมตตา ความบริสุทธิ์ใจ และการแสวงหาสันติ เมื่อเราดำเนินชีวิตเช่นนี้
สิ่งที่ดูเหมือนความว่างเปล่าในสายตาของโลก
จะกลับกลายเป็นความเต็มเปี่ยมในสายตาของพระเจ้า
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น