วันอาทิตย์ที่ 1 เทศกาลมหาพรต
(22 กุมภาพันธ์ 2026)
พระวรสาร: มัทธิว 4:1–11
Fr Clarence Devadass
ในทุกปีของวันอาทิตย์แรกแห่งเทศกาลมหาพรต
พระศาสนจักรนำเรื่องราวพระเยซูเจ้าทรงถูกทดลองในถิ่นทุรกันดารมาให้เราไตร่ตรอง
หลังจากที่พระองค์ทรงรับพิธีล้างในแม่น้ำจอร์แดนทันที
ขณะที่พระจิตเสด็จลงมาเหนือพระองค์ และพระสุรเสียงของพระบิดาประกาศว่า
“ผู้นี้เป็นบุตรสุดที่รักของเรา” พระเยซูเจ้าก็ทรงได้รับการนำไปยังถิ่นกันดาร
พระองค์ไม่ได้ถูกนำไปที่นั่นเพื่อจะถูกทดลอง
แต่เพื่อเข้าสู่ช่วงเวลาแห่งความสงบและการเตรียมพร้อมก่อนเริ่มพันธกิจประกาศข่าวดีของพระองค์
แต่ในความเงียบและความโดดเดี่ยวนั้นเอง
การทดลองก็เกิดขึ้น มารพยายามทำลายความจริงที่เพิ่งได้รับการประกาศ
นั่นคืออัตลักษณ์ของพระองค์ในฐานะพระบุตรของพระเจ้า
เหตุการณ์ในถิ่นกันดารนี้ไม่ได้เกี่ยวกับพระเยซูเจ้าเท่านั้น
แต่ยังสะท้อนถึงชีวิตของพวกเราด้วย เทศกาลมหาพรตเชิญชวนให้เราเข้าสู่ “ถิ่นกันดาร”
ของเราเอง ผ่านการอดอาหาร การภาวนา และการให้ทาน และในหนทางเหล่านี้
เรามักพบกับการทดลองเช่นกัน
เมื่อเราเริ่มอดอาหาร
ความอยากอาหารกลับดูรุนแรงขึ้น เมื่อเราตั้งใจจะภาวนาอย่างสม่ำเสมอ
ตารางชีวิตกลับดูยุ่งกว่าเดิม และเมื่อเราพยายามนึกถึงผู้ยากไร้
ความสะดวกสบายและกิจวัตรเดิม ๆ ก็เข้ามาดึงความสนใจของเรา การพยายามดำเนินชีวิตอย่างซื่อสัตย์จึงทำให้เราเห็นว่าการต่อสู้นั้นเป็นเรื่องจริงเพียงใด
ประสบการณ์ในถิ่นกันดารของพระเยซูเจ้าจึงเป็นภาพสะท้อนของชีวิตเราเอง
หลายคนเลือกปฏิบัติบางอย่างในช่วงมหาพรต เช่น
งดอาหารบางชนิด ห่างจากกิจกรรมบางอย่าง หรือเพิ่มการภาวนา
สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งดีและจำเป็น แต่ไม่ใช่จุดหมายปลายทางในตัวเอง
อันตรายคือการทำให้เทศกาลมหาพรตกลายเป็นเพียงรายการที่ต้องทำให้ครบ เช่น
ไปสารภาพบาป ร่วมเดินรูป 14 ภาค งดเนื้อทุกวันศุกร์
แล้วเมื่อทำเสร็จเราก็รู้สึกว่าหน้าที่จบสิ้น แต่แท้จริงแล้ว
มหาพรตไม่ได้อยู่ที่การทำพิธีให้ครบ หากอยู่ที่การเปลี่ยนแปลงภายในจิตใจ
การอดอาหารไม่ได้หมายถึงเพียงการงดของหวานสี่สิบวัน
การภาวนาไม่ได้หมายถึงการเพิ่มคำพูด และการให้ทานก็ไม่ใช่แค่การหย่อนเงินลงกล่อง
สิ่งเหล่านี้เป็นหนทางไปสู่สิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่า คือการเปลี่ยนแปลงชีวิตเรา
แม้การปฏิบัติในช่วงมหาพรตจะเป็นเรื่องชั่วคราว
แต่การเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงนั้นควรคงอยู่ถาวร
เทศกาลมหาพรตไม่ใช่การหยุดพักชั่วคราวจากนิสัยเดิม
แล้วกลับไปใช้ชีวิตแบบเดิมเมื่อถึงปัสกา แต่เป็นช่วงเวลาของการกลับใจ
เป็นการเติบโตให้เหมือนพระคริสตเจ้า มีความเมตตามากขึ้น ซื่อสัตย์มากขึ้น
และใจกว้างมากขึ้น ไม่ใช่เพียงไม่กี่สัปดาห์ แต่ตลอดชีวิต
ลองมองพระเยซูเจ้าในถิ่นกันดาร
พระองค์ไม่ได้ออกมาจากที่นั่นเหมือนเดิม ช่วงเวลาแห่งการทดสอบทำให้พระองค์เข้มแข็งขึ้นและชัดเจนในพันธกิจมากขึ้น
เช่นเดียวกัน
การปฏิบัติของเราในช่วงมหาพรตก็ควรเตรียมเราให้ใช้ชีวิตในแบบใหม่หลังเทศกาลปัสกา
หากเราอดอาหาร
ขอให้การอดนั้นสอนให้เรารู้จักควบคุมตนเอง ไม่เพียงในเรื่องอาหาร
แต่รวมถึงคำพูดที่ออกจากปากของเรา ให้เราระงับความใจร้อน คำพูดรุนแรง และการนินทา
และแทนที่ด้วยความอ่อนโยนและความจริง
หากเราเพิ่มการภาวนา
ขอให้การภาวนานั้นหยั่งรากเราให้ลึกยิ่งขึ้นในความสัมพันธ์กับพระเจ้า
การภาวนาที่แท้จริงไม่ได้จบเพียงที่คำพูด แต่ต้องเปลี่ยนหัวใจ
ทำให้เราพร้อมให้อภัยคนที่เราไม่อยากให้อภัย
และแสดงความเมตตาต่อผู้ที่เราเคยตัดสินหรือหลีกเลี่ยง
หากเราให้ทาน
ขอให้สิ่งนั้นปลุกเราให้มีความห่วงใยผู้ยากไร้อย่างยั่งยืน
และปลูกฝังจิตใจแห่งความใจกว้าง
ที่พร้อมจะรับใช้มากกว่าต้องการให้คนอื่นมารับใช้เรา
เป็นการดำเนินชีวิตแบบการให้ตนเองอย่างต่อเนื่อง
ขอให้เราเข้าสู่เทศกาลนี้
ไม่ใช่ด้วยความคิดว่าเป็นเพียงช่วงพักชั่วคราว
แต่ด้วยความปรารถนาที่จะเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริง
การทดลองของเราอาจเป็นการมองมหาพรตเป็นเพียงพิธีที่ต้องทำ
หรือรู้สึกพอใจว่าได้ทำครบสี่สิบวันแล้ว
แต่ขอให้เราเปิดใจรับช่วงเวลาศักดิ์สิทธิ์นี้
ให้เป็นเวลาที่เราได้ใกล้ชิดพระคริสตเจ้ายิ่งขึ้น
และยอมให้พระจิตเจ้าเปลี่ยนแปลงหัวใจของเรา เพื่อว่าเมื่อครบสี่สิบวันแล้ว
เราจะก้าวออกมาอย่างเข้มแข็ง ซื่อสัตย์
และพร้อมดำเนินพันธกิจของเราในฐานะบุตรสุดที่รักของพระเจ้าอย่างแท้จริง.
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น