วันศุกร์ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

วันอาทิตย์ที่ 1 เทศกาลมหาพรต (22 กุมภาพันธ์ 2026) พระวรสาร: มัทธิว 4:1–11

 

วันอาทิตย์ที่ 1 เทศกาลมหาพรต (22 กุมภาพันธ์ 2026)
พระวรสาร: มัทธิว 4:1–11
Fr Clarence Devadass

ในทุกปีของวันอาทิตย์แรกแห่งเทศกาลมหาพรต พระศาสนจักรนำเรื่องราวพระเยซูเจ้าทรงถูกทดลองในถิ่นทุรกันดารมาให้เราไตร่ตรอง หลังจากที่พระองค์ทรงรับพิธีล้างในแม่น้ำจอร์แดนทันที ขณะที่พระจิตเสด็จลงมาเหนือพระองค์ และพระสุรเสียงของพระบิดาประกาศว่า “ผู้นี้เป็นบุตรสุดที่รักของเรา” พระเยซูเจ้าก็ทรงได้รับการนำไปยังถิ่นกันดาร

พระองค์ไม่ได้ถูกนำไปที่นั่นเพื่อจะถูกทดลอง แต่เพื่อเข้าสู่ช่วงเวลาแห่งความสงบและการเตรียมพร้อมก่อนเริ่มพันธกิจประกาศข่าวดีของพระองค์  แต่ในความเงียบและความโดดเดี่ยวนั้นเอง การทดลองก็เกิดขึ้น มารพยายามทำลายความจริงที่เพิ่งได้รับการประกาศ นั่นคืออัตลักษณ์ของพระองค์ในฐานะพระบุตรของพระเจ้า

เหตุการณ์ในถิ่นกันดารนี้ไม่ได้เกี่ยวกับพระเยซูเจ้าเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงชีวิตของพวกเราด้วย เทศกาลมหาพรตเชิญชวนให้เราเข้าสู่ “ถิ่นกันดาร” ของเราเอง ผ่านการอดอาหาร การภาวนา และการให้ทาน และในหนทางเหล่านี้ เรามักพบกับการทดลองเช่นกัน

เมื่อเราเริ่มอดอาหาร ความอยากอาหารกลับดูรุนแรงขึ้น เมื่อเราตั้งใจจะภาวนาอย่างสม่ำเสมอ ตารางชีวิตกลับดูยุ่งกว่าเดิม และเมื่อเราพยายามนึกถึงผู้ยากไร้ ความสะดวกสบายและกิจวัตรเดิม ๆ ก็เข้ามาดึงความสนใจของเรา การพยายามดำเนินชีวิตอย่างซื่อสัตย์จึงทำให้เราเห็นว่าการต่อสู้นั้นเป็นเรื่องจริงเพียงใด ประสบการณ์ในถิ่นกันดารของพระเยซูเจ้าจึงเป็นภาพสะท้อนของชีวิตเราเอง

หลายคนเลือกปฏิบัติบางอย่างในช่วงมหาพรต เช่น งดอาหารบางชนิด ห่างจากกิจกรรมบางอย่าง หรือเพิ่มการภาวนา สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งดีและจำเป็น แต่ไม่ใช่จุดหมายปลายทางในตัวเอง อันตรายคือการทำให้เทศกาลมหาพรตกลายเป็นเพียงรายการที่ต้องทำให้ครบ เช่น ไปสารภาพบาป ร่วมเดินรูป 14 ภาค งดเนื้อทุกวันศุกร์ แล้วเมื่อทำเสร็จเราก็รู้สึกว่าหน้าที่จบสิ้น แต่แท้จริงแล้ว มหาพรตไม่ได้อยู่ที่การทำพิธีให้ครบ หากอยู่ที่การเปลี่ยนแปลงภายในจิตใจ

การอดอาหารไม่ได้หมายถึงเพียงการงดของหวานสี่สิบวัน การภาวนาไม่ได้หมายถึงการเพิ่มคำพูด และการให้ทานก็ไม่ใช่แค่การหย่อนเงินลงกล่อง สิ่งเหล่านี้เป็นหนทางไปสู่สิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่า คือการเปลี่ยนแปลงชีวิตเรา แม้การปฏิบัติในช่วงมหาพรตจะเป็นเรื่องชั่วคราว แต่การเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงนั้นควรคงอยู่ถาวร

เทศกาลมหาพรตไม่ใช่การหยุดพักชั่วคราวจากนิสัยเดิม แล้วกลับไปใช้ชีวิตแบบเดิมเมื่อถึงปัสกา แต่เป็นช่วงเวลาของการกลับใจ เป็นการเติบโตให้เหมือนพระคริสตเจ้า มีความเมตตามากขึ้น ซื่อสัตย์มากขึ้น และใจกว้างมากขึ้น ไม่ใช่เพียงไม่กี่สัปดาห์ แต่ตลอดชีวิต

ลองมองพระเยซูเจ้าในถิ่นกันดาร พระองค์ไม่ได้ออกมาจากที่นั่นเหมือนเดิม ช่วงเวลาแห่งการทดสอบทำให้พระองค์เข้มแข็งขึ้นและชัดเจนในพันธกิจมากขึ้น เช่นเดียวกัน การปฏิบัติของเราในช่วงมหาพรตก็ควรเตรียมเราให้ใช้ชีวิตในแบบใหม่หลังเทศกาลปัสกา

หากเราอดอาหาร ขอให้การอดนั้นสอนให้เรารู้จักควบคุมตนเอง ไม่เพียงในเรื่องอาหาร แต่รวมถึงคำพูดที่ออกจากปากของเรา ให้เราระงับความใจร้อน คำพูดรุนแรง และการนินทา และแทนที่ด้วยความอ่อนโยนและความจริง

หากเราเพิ่มการภาวนา ขอให้การภาวนานั้นหยั่งรากเราให้ลึกยิ่งขึ้นในความสัมพันธ์กับพระเจ้า การภาวนาที่แท้จริงไม่ได้จบเพียงที่คำพูด แต่ต้องเปลี่ยนหัวใจ ทำให้เราพร้อมให้อภัยคนที่เราไม่อยากให้อภัย และแสดงความเมตตาต่อผู้ที่เราเคยตัดสินหรือหลีกเลี่ยง

หากเราให้ทาน ขอให้สิ่งนั้นปลุกเราให้มีความห่วงใยผู้ยากไร้อย่างยั่งยืน และปลูกฝังจิตใจแห่งความใจกว้าง ที่พร้อมจะรับใช้มากกว่าต้องการให้คนอื่นมารับใช้เรา เป็นการดำเนินชีวิตแบบการให้ตนเองอย่างต่อเนื่อง

ขอให้เราเข้าสู่เทศกาลนี้ ไม่ใช่ด้วยความคิดว่าเป็นเพียงช่วงพักชั่วคราว แต่ด้วยความปรารถนาที่จะเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริง การทดลองของเราอาจเป็นการมองมหาพรตเป็นเพียงพิธีที่ต้องทำ หรือรู้สึกพอใจว่าได้ทำครบสี่สิบวันแล้ว

แต่ขอให้เราเปิดใจรับช่วงเวลาศักดิ์สิทธิ์นี้ ให้เป็นเวลาที่เราได้ใกล้ชิดพระคริสตเจ้ายิ่งขึ้น และยอมให้พระจิตเจ้าเปลี่ยนแปลงหัวใจของเรา เพื่อว่าเมื่อครบสี่สิบวันแล้ว เราจะก้าวออกมาอย่างเข้มแข็ง ซื่อสัตย์ และพร้อมดำเนินพันธกิจของเราในฐานะบุตรสุดที่รักของพระเจ้าอย่างแท้จริง.


ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น