วันศุกร์ที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2569

วันอาทิตย์ที่ 28 เทศกาลธรรมดา (11 ตุลาคม 2026)

 

วันอาทิตย์ที่ 28 เทศกาลธรรมดา

พระวรสาร: มัทธิว 22:1-14 คุณพ่อคลาเรนซ์ เดวาดาส (Fr. Clarence Devadass)

ในพระวรสารวันนี้ พระเยซูเจ้าทรงกลับมาตรัสถึงเรื่องพระอาณาจักรของพระเจ้าอีกครั้งหนึ่ง โดยทรงใช้คำอุปมาเรื่องงานเลี้ยงมงคลสมรส ขณะที่พระชนมชีพของพระองค์บนโลกนี้กำลังดำเนินเข้าสู่ช่วงสุดท้าย พระเยซูเจ้ายังคงทรงสั่งสอนประชาชนเกี่ยวกับพระอาณาจักรของพระเจ้า และคำเชื้อเชิญที่พระเจ้าทรงมอบให้แก่มนุษย์ทุกคน

งานเลี้ยงมงคลสมรสเป็นภาพที่สื่อถึงความชื่นชมยินดี การเฉลิมฉลอง และความสัมพันธ์อันสนิทสนมเป็นหนึ่งเดียวกัน กษัตริย์พระองค์หนึ่งทรงจัดเตรียมงานเลี้ยงฉลองสมรสให้แก่พระโอรส และทรงส่งบรรดาผู้รับใช้ออกไปเชิญแขกให้มาร่วมงาน แต่สิ่งที่น่าประหลาดใจก็คือ แขกบางคนกลับปฏิเสธคำเชิญและไม่ยอมมาร่วมงาน

บางคนมัวแต่หมกมุ่นอยู่กับธุระและกิจการส่วนตัวของตน ขณะที่บางคนถึงกับทำร้ายบรรดาผู้รับใช้ที่ถูกส่งไปเชิญ กษัตริย์จึงทรงส่งผู้รับใช้ออกไปตามถนนหนทาง เพื่อเชิญทุกคนที่พบ ไม่ว่าจะเป็นคนดีหรือคนไม่ดี ให้เข้ามาร่วมงานเลี้ยง จนกระทั่งห้องจัดเลี้ยงเต็มไปด้วยแขกที่ได้รับเชิญ

เหตุการณ์นี้เผยให้เราเห็นความจริงอันงดงามประการหนึ่งเกี่ยวกับพระเจ้า นั่นคือ พระองค์ทรงเชื้อเชิญมนุษย์ทุกคนโดยไม่มีข้อยกเว้น ไม่มีใครถูกกีดกันออกจากความรักของพระองค์ และไม่มีใครอยู่ไกลเกินกว่าที่พระเมตตาของพระองค์จะเอื้อมไปถึง พระเจ้าไม่ได้ทรงเชื้อเชิญเฉพาะคนที่สมบูรณ์พร้อม คนที่สังคมยกย่องนับถือ หรือคนที่ดำเนินชีวิตอย่างเรียบร้อยดีงามทุกอย่างเท่านั้น

พระองค์ทรงต้อนรับทุกคน ไม่ว่าบุคคลนั้นจะมีอดีตเช่นไร หรือกำลังเผชิญกับสถานการณ์แบบใดในชีวิตปัจจุบัน สิ่งสำคัญอยู่ที่ว่า เราเต็มใจตอบรับคำเชื้อเชิญของพระองค์หรือไม่ และเรายอมเปิดใจให้พระหรรษทานของพระองค์เข้ามาเปลี่ยนแปลงชีวิตของเราหรือเปล่า

อย่างไรก็ตาม เราเห็นจากคำอุปมานี้ว่า ไม่ใช่ทุกคนที่ยินดีตอบรับคำเชื้อเชิญ บางคนปฏิเสธเพราะมัวแต่หมกมุ่นอยู่กับความสนใจและเรื่องราวของตนเอง ขณะที่บางคนไม่ต้องการเปลี่ยนแปลงชีวิตของตนเลย

บางทีแนวทางของพระเยซูเจ้าอาจไม่เป็นไปตามที่ผู้คนเหล่านั้นคาดหวังไว้ แต่สิ่งหนึ่งที่แน่นอนก็คือ คำสอนของพระองค์ท้าทายให้มนุษย์ละทิ้งทัศนคติและความคิดแบบเดิม ๆ แล้วหันมาดำเนินชีวิตในแนวทางใหม่

พระองค์ทรงเรียกร้องให้เราเลือกให้อภัยแทนการแก้แค้น เลือกรับใช้ผู้อื่นแทนการแสวงหาอำนาจ และเลือกที่จะรักแม้กระทั่งคนที่เรารู้สึกว่ายากจะรัก

ปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่ว่าพระเจ้าทรงหยุดเชื้อเชิญพวกเขาแล้ว แต่ปัญหาอยู่ที่พวกเขาเองไม่เต็มใจยอมให้พระเจ้าเข้ามาเปลี่ยนแปลงชีวิตของตน

อย่างไรก็ตาม ยังมีรายละเอียดอีกประการหนึ่งในคำอุปมานี้ที่เราควรให้ความสนใจ เมื่อกษัตริย์เสด็จเข้ามาในห้องจัดเลี้ยง พระองค์ทรงสังเกตเห็นชายคนหนึ่งที่ไม่ได้สวมเสื้อสำหรับงานมงคลสมรส

ชายผู้นี้ตอบรับคำเชิญและเข้ามาอยู่ในงานเลี้ยงแล้ว แต่เขากลับไม่ได้แต่งกายให้เหมาะสมกับโอกาส เหตุใดเรื่องนี้จึงมีความสำคัญ?

ในสังคมสมัยโบราณ เสื้อสำหรับงานมงคลสมรสอาจเป็นเครื่องหมายแสดงถึงความพร้อมของแขกที่จะให้เกียรติต่องานฉลองนั้น และตามธรรมเนียมบางอย่าง มีข้อสันนิษฐานว่าเจ้าภาพอาจเป็นผู้จัดเตรียมเสื้อผ้าที่เหมาะสมไว้ให้แขกด้วย อย่างไรก็ตาม คำอุปมานี้ไม่ได้บอกไว้อย่างชัดเจนว่ากษัตริย์พระองค์นั้นทรงจัดเตรียมเสื้อสำหรับงานมงคลสมรสให้แก่แขกหรือไม่

ถึงกระนั้น การปรากฏตัวของชายที่ไม่ได้สวมเสื้อสำหรับงานมงคลสมรสก็ชี้ให้เห็นความจริงสำคัญประการหนึ่ง นั่นคือ การตอบรับคำเชื้อเชิญของพระเจ้าเพียงอย่างเดียวยังไม่เพียงพอ แต่เราต้องยอมให้คำเชื้อเชิญนั้นเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของเราด้วย โดยละทิ้งชีวิตแบบเดิมและเริ่มต้นดำเนินชีวิตในแนวทางใหม่

เราไม่สามารถเข้าสู่พระอาณาจักรของพระเจ้าได้ หากเรายังคงยืนกรานที่จะดำเนินชีวิตแบบเดิมทุกประการ โดยไม่ยอมเปลี่ยนแปลงสิ่งใดเลย เราไม่สามารถอ้างตนว่าเป็นผู้ติดตามพระคริสตเจ้า ขณะเดียวกันกลับเลือกปฏิบัติเฉพาะคำสอนที่ถูกใจเรา และละเลยคำสอนที่ท้าทายให้เราต้องเปลี่ยนแปลงตนเอง

เราไม่สามารถพูดถึงความรักและการให้อภัย ในขณะที่หัวใจยังคงเก็บความขุ่นเคืองและความเจ็บแค้นเอาไว้ หรือพูดถึงการรับใช้ผู้อื่น ในขณะที่ตนเองกลับแสวงหาการยอมรับและคำชื่นชมอยู่ตลอดเวลา

การติดตามพระคริสตเจ้าไม่ได้หมายถึงการดำเนินชีวิตตามเงื่อนไขหรือความต้องการของเราเอง แต่หมายถึงการยอมให้พระเจ้าทรงหล่อหลอมชีวิตของเราให้เป็นไปตามพระประสงค์ของพระองค์

การติดตามพระองค์จึงเรียกร้องให้เรากลับใจอย่างแท้จริง พร้อมที่จะละทิ้งวิถีชีวิตแบบเดิม และสวมใส่อาภรณ์ใหม่ของพระคริสตเจ้า ซึ่งหมายถึงการดำเนินชีวิตที่เปี่ยมด้วยความรัก ความสุภาพถ่อมตน ความเมตตากรุณา และความซื่อสัตย์มั่นคงต่อพระองค์

แน่นอนว่า ในการดำเนินชีวิตของเรา ย่อมมีบางครั้งที่เราสะดุดล้มและผิดพลาด เพราะเราทุกคนเป็นมนุษย์ที่มีความอ่อนแอ และบางครั้งความอ่อนแอเหล่านั้นก็อาจมีอิทธิพลเหนือเรา

แต่มีความแตกต่างอย่างมากระหว่างการสะดุดล้มของคนที่พยายามติดตามพระคริสตเจ้าอย่างจริงใจ กับการที่คนคนหนึ่งจงใจเลือกว่าจะยอมรับคำสอนข้อใดของพระองค์ และจะปฏิเสธคำสอนข้อใดตามความพอใจของตนเอง

พระเจ้าไม่ได้ทรงเรียกร้องให้เราเป็นคนสมบูรณ์แบบโดยไม่เคยต้องต่อสู้กับความอ่อนแอหรือความผิดพลาดใด ๆ แต่พระองค์ทรงเรียกร้องให้เรามีความจริงใจ มีความมุ่งมั่นที่จะติดตามพระองค์ และมีหัวใจที่เปิดกว้างพร้อมจะกลับใจและเปลี่ยนแปลงตนเองอยู่เสมอ

พระวรสารวันนี้เตือนใจเราว่า แม้พระอาณาจักรของพระเจ้าจะเปิดกว้างต้อนรับมนุษย์ทุกคน แต่การเข้าร่วมงานเลี้ยงแห่งพระอาณาจักรนั้นเรียกร้องให้เราแต่ละคนตอบสนองต่อคำเชื้อเชิญของพระองค์อย่างแท้จริง

ดังนั้น คำถามสำคัญจึงไม่ได้อยู่เพียงแค่ว่า เราได้ตอบรับคำเชื้อเชิญของพระเจ้าแล้วหรือยัง แต่คำถามที่ลึกซึ้งยิ่งกว่านั้นก็คือ เราเต็มใจยอมให้คำเชื้อเชิญของพระเจ้าเข้ามาเปลี่ยนแปลงชีวิตของเราอย่างแท้จริงหรือไม่

วันเสาร์ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2569

วันอาทิตย์ที่ 27 เทศกาลธรรมดา (4 ตุลาคม 2026)

 


วันอาทิตย์ที่ 27 เทศกาลธรรมดา (4 ตุลาคม 2026)

พระวรสาร: มัทธิว 21:33-43
คุณพ่อ Clarence Devadass

พระวรสารที่เราได้ฟังในวันนี้เกิดขึ้นในช่วงสัปดาห์สุดท้ายของชีวิตพระเยซูเจ้าบนโลก พระองค์เสด็จเข้าสู่กรุงเยรูซาเล็ม และประชาชนเพิ่งต้อนรับพระองค์ในฐานะกษัตริย์ ต่างโห่ร้องด้วยความยินดีขณะที่พระองค์ประทับบนหลังลาเสด็จเข้าสู่เมือง

จากนั้นพระเยซูเจ้าเสด็จเข้าไปในพระวิหาร และทรงคว่ำโต๊ะของบรรดาคนแลกเงิน รวมทั้งม้านั่งของคนขายนกพิราบ บรรดาผู้นำศาสนาจึงตั้งคำถามกับพระองค์ว่า “ท่านทำสิ่งเหล่านี้โดยอำนาจอะไร?” ท่ามกลางบรรยากาศที่ตึงเครียดเช่นนี้ พระเยซูเจ้าจึงทรงเล่าอุปมาเรื่องคนเช่าสวนองุ่น

เรื่องราวนั้นเข้าใจได้ไม่ยาก เจ้าของที่ดินคนหนึ่งปลูกสวนองุ่น เขาจัดเตรียมทุกสิ่งไว้อย่างดี แล้วมอบสวนองุ่นให้คนเช่าดูแล เมื่อถึงเวลาเก็บผลผลิต เขาก็ส่งผู้รับใช้ไปหาคนเช่าเพื่อรับส่วนแบ่งจากผลผลิต

แต่คนเช่ากลับทำร้ายผู้รับใช้เหล่านั้น บางคนถูกทุบตี บางคนถูกเอาหินขว้าง และบางคนถูกฆ่า ในที่สุดเจ้าของสวนจึงส่งบุตรชายของตนไป โดยคิดว่า “พวกเขาคงจะเคารพลูกของเรา” แต่คนเช่ากลับฆ่าบุตรชายของเขาด้วย

ประชากรอิสราเอลเฝ้ารอคอยพระเมสสิยาห์ที่บรรดาประกาศกได้กล่าวล่วงหน้าไว้ พวกเขารอคอยพระเมสสิยาห์ผู้จะเสด็จมาด้วยอำนาจและฤทธานุภาพ เป็นผู้ที่จะปลดปล่อยพวกเขาให้พ้นจากการปกครองของชาวโรมัน

เมื่อพระเยซูเจ้าเสด็จเข้าสู่กรุงเยรูซาเล็ม ความคาดหวังเช่นนี้จึงอยู่ในใจของประชาชนด้วย พวกเขาต้อนรับพระองค์ในฐานะกษัตริย์ เพราะคิดว่าบางทีพระองค์อาจเป็นผู้ที่จะทำให้ความหวังของพวกเขาสำเร็จเป็นจริง

แท้จริงแล้ว พระเยซูเจ้าทรงเป็นพระเมสสิยาห์พระองค์นั้น แต่ปัญหาคือ พระเมสสิยาห์ไม่ได้เสด็จมาในแบบที่พวกเขาคาดหวัง พระเยซูเจ้าไม่ตรงกับภาพที่พวกเขาวาดไว้ว่า พระเมสสิยาห์ควรจะเป็นเช่นไร

โศกนาฏกรรมไม่ได้อยู่ที่พระเจ้าไม่ทรงส่งพระเมสสิยาห์ที่พวกเขารอคอยมาให้ แต่พระเมสสิยาห์ที่พระเจ้าทรงส่งมานั้นไม่ตรงกับความคาดหวังของพวกเขา ดังนั้น พวกเขาจึงกำจัดพระองค์เสีย

ตรงนี้เองที่พระวรสารกำลังพูดกับเราในวันนี้อย่างตรงไปตรงมา บางครั้งเราอาจพลาดโอกาสที่จะพบพระเจ้า เพราะเราได้กำหนดไว้ล่วงหน้าแล้วว่า พระเจ้าควรจะเสด็จเข้ามาในชีวิตของเราอย่างไร

เราสวดภาวนาขอบางสิ่งจากพระเจ้า แต่ขณะเดียวกัน เราก็กำหนดไว้ด้วยว่าพระองค์ควรตอบคำภาวนาของเราอย่างไร เราบอกพระเจ้าว่าเราต้องการอะไร ต้องการเมื่อไร และแม้กระทั่งต้องการให้พระองค์ทรงทำอย่างไร

เมื่อพระเจ้าทรงเข้ามาหาเราในรูปแบบที่แตกต่างจากสิ่งที่เราคาดหวัง เราอาจจำพระองค์ไม่ได้ เราอาจรู้สึกผิดหวัง รู้สึกท้อแท้ หรือบางครั้งถึงกับโกรธพระเจ้าและถามพระองค์ว่า “พระองค์อยู่ที่ไหน? ทำไมพระองค์จึงไม่ทรงตอบคำภาวนาของลูก?”

แต่คำถามที่ลึกซึ้งกว่านั้นในวันนี้อาจไม่ใช่เพียงว่า “พระเจ้าอยู่ที่ไหน?” บางทีคำถามที่สำคัญกว่าคือ “ฉันสามารถมองเห็นและจำพระเจ้าได้หรือไม่ เมื่อพระองค์เสด็จเข้ามาหาฉันในรูปแบบที่ฉันไม่ได้คาดหวัง?”

พระเจ้าไม่เคยหยุดเสด็จเข้ามาหาเรา พระองค์ไม่เคยหยุดตรัสกับเรา และไม่เคยหยุดตอบคำภาวนาของเรา แต่บางครั้งชีวิตของเรากลับ “วุ่นวาย” จนเกินไป จนเราไม่สามารถสังเกตเห็นพระองค์ได้

นี่อาจเป็นหนึ่งในโศกนาฏกรรมที่ยิ่งใหญ่ของชีวิตมนุษย์ในยุคของเรา ชีวิตเต็มไปด้วยเสียงรบกวน เราถูกล้อมรอบอยู่ตลอดเวลาด้วยเสียงต่าง ๆ ข้อความ การแจ้งเตือน การสนทนา หน้าที่ ความต้องการ และสิ่งที่ดึงความสนใจของเราไป แม้ในเวลาที่รอบตัวเราไม่มีเสียงใด ๆ ภายในจิตใจของเราก็ยังอาจเต็มไปด้วยเสียงมากมาย

เรามักมีอะไรให้ทำอยู่ตลอดเวลา เคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา และคิดอยู่เสมอว่าจะต้องทำอะไรต่อไป เมื่อชีวิตเต็มไปด้วยเสียงและความวุ่นวายมากเกินไป เราก็อาจสูญเสียความสามารถที่จะสังเกตเห็นสิ่งเล็ก ๆ และละเอียดอ่อน

บ่อยครั้งพระเจ้าไม่ได้ทรงตะโกน พระองค์ไม่จำเป็นต้องแข่งขันกับเสียงอันวุ่นวายในชีวิตของเรา พระองค์ตรัสอย่างเงียบ ๆ เสด็จเข้ามาอย่างอ่อนโยน และทรงเผยพระองค์แก่เราในรูปแบบที่เราอาจมองข้ามได้ง่าย ๆ

ลองนึกถึงผิวน้ำ เมื่อผิวน้ำถูกรบกวนและเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา เราจะไม่สามารถมองเห็นเงาสะท้อนของตนเองได้อย่างชัดเจน แต่เมื่อผิวน้ำนิ่งสงบ มันจะกลายเป็นเหมือนกระจก และเราก็เริ่มมองเห็นได้อย่างชัดเจน

ชีวิตของเราก็เช่นเดียวกัน เมื่อชีวิตถูกรบกวนอยู่ตลอดเวลาด้วยกิจกรรมต่าง ๆ ความกังวล ความคาดหวัง และสิ่งที่ดึงความสนใจของเราออกไป ก็เป็นเรื่องยากที่เราจะมองเห็นพระเจ้า ไม่ใช่เพราะพระเจ้าไม่ประทับอยู่ แต่เพราะหัวใจของเรายังไม่นิ่งสงบเพียงพอที่จะรับรู้ถึงการประทับอยู่ของพระองค์

บางทีพระเจ้ากำลังตอบคำภาวนาบางอย่างของเราอยู่แล้ว เพียงแต่คำตอบของพระองค์อาจไม่ได้มีหน้าตาอย่างที่เราคาดหวัง บางทีพระเจ้าทรงยืนอยู่ตรงหน้าเราแล้ว แต่เรากลับกำลังมองไปยังที่อื่น

ดังนั้น คำเชื้อเชิญจากพระวรสารวันนี้จึงไม่ใช่เพียงให้เราสวดภาวนาให้มากขึ้นเท่านั้น แต่ให้เราเป็นคนที่รู้จักใส่ใจและสังเกตมากขึ้น ไม่ใช่เพียงขอให้พระเจ้าตรัสกับเรา แต่ให้เราสงบนิ่งเพียงพอที่จะฟังพระองค์ ไม่ใช่เพียงขอให้พระเจ้าเสด็จมาหาเรา แต่ให้เรามีดวงตาที่สามารถมองเห็นและจำพระองค์ได้ เมื่อพระองค์เสด็จมา

ท่ามกลางชีวิตที่วุ่นวายและเต็มไปด้วยเสียงรบกวน ขอให้เราเรียนรู้ที่จะสร้างพื้นที่แห่งความเงียบและความสงบนิ่งในชีวิต เพราะบางทีพระเจ้าอาจประทับอยู่ตรงนั้นแล้ว กำลังตรัสกับเรา และกำลังตอบคำภาวนาของเราอยู่

หัวใจของเรานิ่งสงบเพียงพอที่จะมองเห็นพระองค์หรือไม่?

เราเงียบเพียงพอที่จะได้ยินพระสุรเสียงของพระองค์หรือไม่?

และเราเปิดใจมากเพียงพอที่จะจำพระองค์ได้หรือไม่ เมื่อพระองค์เสด็จเข้ามาหาเรา?

“จงสงบนิ่ง และรู้เถิดว่า เราคือพระเจ้า”

 

วันอังคารที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2569

นักบุญโยเซฟแห่งอาริมาเธีย

 

✠ นักบุญโยเซฟแห่งอาริมาเธีย

นักบุญโยเซฟแห่งอาริมาเธียเป็นบุคคลที่มั่งคั่งและได้รับความเคารพนับถือ เป็นสมาชิกคนหนึ่งของสภาชาวยิว และเป็นศิษย์ลับ ๆ ของพระเยซูคริสตเจ้า

ท่านเป็นที่จดจำเป็นพิเศษจากการกระทำอันกล้าหาญภายหลังการตรึงกางเขนของพระเยซูเจ้า กล่าวคือ ท่านได้เข้าไปขอพระศพของพระเยซูเจ้าจากปอนทิอัส ปีลาต และมอบคูหาฝังศพใหม่ของตนเอง ซึ่งเพิ่งจัดเตรียมไว้ ให้เป็นสถานที่ฝังพระศพของพระคริสตเจ้า

🔸 บทบาทของท่านในพระวรสาร

พระวรสารทั้งสี่เล่มกล่าวถึงโยเซฟแห่งอาริมาเธีย โดยให้รายละเอียดที่แตกต่างกันเล็กน้อย

⚜ มัทธิว 27:57–60 กล่าวถึงท่านว่าเป็นคนมั่งคั่งและเป็นศิษย์ของพระเยซูเจ้า ท่านได้นำพระศพของพระเยซูเจ้าไปวางไว้ในคูหาฝังศพใหม่ของตนเอง

⚜ มาระโก 15:43–46 กล่าวถึงท่านว่าเป็นสมาชิกสภาที่ได้รับความเคารพนับถือ และเป็นผู้ที่ “กำลังรอคอยพระอาณาจักรของพระเจ้า”

⚜ ลูกา 23:50–53 กล่าวว่า ท่านไม่ได้เห็นชอบกับการตัดสินใจของสภาที่ลงโทษพระเยซูเจ้า

⚜ ยอห์น 19:38–42 กล่าวถึงท่านว่าเป็นศิษย์ของพระเยซูเจ้าอย่างลับ ๆ เพราะกลัวชาวยิว และยังบันทึกด้วยว่านิโคเดมัสได้มาร่วมกับท่านในการจัดเตรียมพระศพของพระเยซูเจ้าเพื่อการฝัง

หลังจากพระเยซูเจ้าสิ้นพระชนม์ ความกล้าหาญของโยเซฟก็ปรากฏให้เห็นอย่างเปิดเผย

ท่านเข้าไปหาปีลาตและขอรับพระศพของพระคริสตเจ้า จากนั้นท่านกับนิโคเดมัสได้ใช้ผ้าป่านห่อพระศพ และนำไปวางไว้ในคูหาฝังศพ

⚜ ศิษย์ผู้ก้าวออกมาด้วยความกล้าหาญ

เรื่องราวของโยเซฟมีความหมายเป็นพิเศษ เพราะในช่วงแรกท่านดูเหมือนจะติดตามพระเยซูเจ้าอย่างเงียบ ๆ และไม่เปิดเผยตัว

แต่ในช่วงเวลาที่พระเยซูเจ้าถูกตัดสินลงโทษและถูกตรึงบนไม้กางเขน โยเซฟกลับก้าวออกมาแสดงตนอย่างเปิดเผย

การกระทำของท่านยังสอดคล้องกับคำพยากรณ์ใน

⚜ อิสยาห์ 53:9

ซึ่งตามความเข้าใจของคริสตชนมาแต่โบราณ ถือว่าเป็นคำพยากรณ์ที่ชี้ถึงการฝังพระศพของพระเมสสิยาห์ผู้ทนทุกข์ว่า “เขาถูกฝังไว้กับคนอธรรม และอยู่กับคนมั่งมีเมื่อเขาตาย”

🔸 โยเซฟกับจอกศักดิ์สิทธิ์

ต่อมาในยุคกลาง มีเรื่องเล่าตามธรรมประเพณีที่เชื่อมโยงโยเซฟแห่งอาริมาเธียเข้ากับ “จอกศักดิ์สิทธิ์” หรือ Holy Grail  เรื่องเล่าเหล่านี้กล่าวว่า โยเซฟได้นำภาชนะมารองรับพระโลหิตของพระคริสตเจ้าระหว่างการตรึงกางเขน และต่อมาได้นำวัตถุศักดิ์สิทธิ์ชิ้นนี้ไปยังเกาะบริเตน

เรื่องราวดังกล่าวมีความสำคัญอย่างมากในวรรณกรรมยุคกลาง แต่เรื่องเหล่านี้ไม่ปรากฏอยู่ในพระวรสารตามสารบบ และไม่ได้รับการยืนยันว่าเป็นข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์

สิ่งที่เราทราบอย่างแน่นอนจากเรื่องราวในพระวรสารก็คือ โยเซฟได้ถวายเกียรติแด่พระคริสตเจ้าผู้สิ้นพระชนม์ มอบคูหาฝังศพของตนเอง และช่วยจัดการให้พระเยซูเจ้าได้รับการฝังพระศพอย่างสมพระเกียรติ

✝️ วันฉลอง

ในหนังสือมรณสักขีโรมัน มีการระลึกถึงนักบุญโยเซฟแห่งอาริมาเธียในวันที่ 17 มีนาคม

ความหมายสำคัญของท่านตามธรรมประเพณีสามารถสรุปได้ด้วยถ้อยคำที่ว่า

“เขากำลังรอคอยพระอาณาจักรของพระเจ้า”

⚜ มาระโก 15:43

โยเซฟสอนคริสตชนว่า แม้บางครั้งความเชื่อของเราอาจถูกซ่อนไว้เพราะความกลัว แต่ความกล้าหาญสามารถทำให้ศิษย์คนหนึ่งก้าวออกมา ยืนอยู่เคียงข้างพระคริสตเจ้าอย่างเปิดเผยได้ในที่สุด แม้ในช่วงเวลาแห่งไม้กางเขนก็ตาม

วันเสาร์ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2569

วันอาทิตย์ที่ 26 เทศกาลธรรมดา (27 กันยายน 2026)

 

วันอาทิตย์ที่ 26 เทศกาลธรรมดา (27 กันยายน 2026)

พระวรสาร: มัทธิว 21:28-32
คุณพ่อ Clarence Devadass

ทุกวันอาทิตย์ เรามารวมตัวกันเพื่อร่วมพิธีมิสซา และหลังจากฟังพระวาจาของพระเจ้าแล้ว เราประกาศยืนยันความเชื่อของเรา เรายืนขึ้นและกล่าวว่า “ข้าพเจ้าเชื่อ”

เราประกาศว่าเราเชื่อในพระเจ้า เชื่อในพระเยซูคริสตเจ้า เชื่อในพระศาสนจักร เชื่อในการอภัยบาป และเชื่อในชีวิตนิรันดร

แต่พระวรสารวันนี้ตั้งคำถามสำคัญกับเราว่า เมื่อเราออกจากวัดไปแล้ว สิ่งที่เราประกาศว่าเราเชื่อนั้นเกิดอะไรขึ้นกับชีวิตของเรา?

พระเยซูเจ้าทรงเล่าเรื่องบุตรสองคน บิดาขอให้บุตรคนแรกไปทำงานในสวนองุ่น เขาตอบว่า “ไม่ไป” แต่ต่อมาเขาเปลี่ยนใจและไปทำงาน ส่วนบุตรคนที่สองตอบว่า “ไปครับพ่อ” แต่สุดท้ายกลับไม่ได้ไป

ในตอนแรก บุตรคนที่สองดูเหมือนเป็นคนที่เชื่อฟัง เขาพูดถูกต้อง ตอบในสิ่งที่ควรตอบ แต่ในที่สุดคำพูดของเขาก็ไม่มีความหมาย เพราะสิ่งที่เขาพูดไม่ได้ตามมาด้วยการกระทำ

ส่วนบุตรคนแรกกลับเปลี่ยนแปลง แม้ในตอนแรกเขาจะตอบว่า “ไม่” แต่คำว่า “ไม่” ของเขาไม่ได้เป็นคำตอบสุดท้าย เขากลับมาคิดใหม่ เปลี่ยนใจ และลงมือทำตามสิ่งที่บิดาขอ

เรื่องนี้สำคัญ เพราะพระเยซูเจ้ากำลังเตือนเราว่า การเป็นศิษย์ของพระองค์ไม่ได้หมายถึงเพียงการพูดในสิ่งที่ถูกต้องเท่านั้น แต่หมายถึงการยอมให้ความเชื่อของเราเข้ามาหล่อหลอมและเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของเรา

เราอาจมาร่วมพิธีมิสซาทุกวันอาทิตย์ แต่ยังไม่สามารถให้อภัยใครบางคนได้

เราอาจสวดสายประคำทุกวัน แต่ยังพูดจารุนแรงกับคนในครอบครัว

เราอาจรู้จักบทภาวนาและกิจศรัทธาต่าง ๆ เป็นอย่างดี แต่กลับไม่สนใจคนที่กำลังทุกข์ยากอยู่ใกล้ตัวเรา

เราอาจปกป้องความเชื่อคาทอลิกของเราอย่างแข็งขัน แต่กลับไม่ปฏิบัติต่อผู้อื่นด้วยความเมตตาและเคารพในศักดิ์ศรีของเขา

เราอาจรับพระเยซูเจ้าด้วยลิ้นของเราในศีลมหาสนิท แต่ลิ้นเดียวกันนั้นกลับใช้พูดจารุนแรงทำร้ายกัน

พระวรสารวันนี้จึงกล่าวกับเราอย่างชัดเจนถึงอันตรายของการแยกชีวิตความเชื่อและชีวิตฝ่ายจิตออกจากชีวิตประจำวันของเรา

เราสามารถพูดได้ง่าย ๆ ว่า “ฉันเชื่อในพระเจ้า” แต่การตัดสินใจต่าง ๆ ในชีวิตของเราสะท้อนความเชื่อนั้นหรือไม่?

เราพูดว่า “ฉันเชื่อในการให้อภัย” แต่เราเต็มใจที่จะให้อภัยจริงหรือไม่?

เราพูดว่า “ฉันเชื่อในการรักเพื่อนมนุษย์” แต่เราปฏิบัติต่อผู้อพยพและผู้ลี้ภัยที่อยู่ท่ามกลางเราอย่างไร?

เราพูดว่า “ฉันเชื่อว่าเราทุกคนมีพระบิดาองค์เดียวกันในสวรรค์” แต่เราให้ความเคารพต่อคนยากจน ผู้สูงอายุ คนแปลกหน้า และผู้ที่แตกต่างจากเราหรือไม่?

นี่คือจุดที่พระวรสารอาจทำให้เรารู้สึกไม่สบายใจ แต่ในเวลาเดียวกัน พระวรสารก็ให้ความหวังแก่เราอย่างมาก

พระเยซูเจ้าไม่ได้ทรงมองหาเพียงคนที่พูดว่า “ใช่” เท่านั้น แต่พระองค์ทรงมองหาคนที่ในที่สุดแล้ว ชีวิตทั้งชีวิตของเขากลายเป็นคำว่า “ใช่” ต่อพระเจ้า

และบางทีนี่อาจเป็นเหตุผลที่บุตรคนแรกในเรื่องนี้มอบความหวังให้แก่เรา

ในตอนแรกเขาพูดว่า “ไม่” แต่หลังจากนั้นเขาเปลี่ยนใจ เรื่องราวของเขาเตือนเราว่า อดีตของเราไม่จำเป็นต้องเป็นสิ่งที่กำหนดอนาคตของเราเสมอไป

เราอาจเคยล้มเหลว เราอาจเคยต่อต้านพระเจ้า เราอาจเคยตัดสินใจผิดพลาด แต่การกลับใจและการเปลี่ยนแปลงชีวิตยังคงเป็นไปได้เสมอ

นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นเช่นเดียวกันในศีลแห่งการคืนดี เราเข้ามายอมรับต่อพระเจ้าว่า “พระเจ้าข้า ลูกไม่ได้ดำเนินชีวิตตามสิ่งที่ลูกประกาศเชื่ออยู่เสมอไป”

และพระเจ้าก็ประทานพระหรรษทานแก่เรา เพื่อให้เราสามารถเริ่มต้นใหม่ได้อีกครั้ง

ดังนั้น ทุกวันอาทิตย์เมื่อเรากล่าวว่า “ข้าพเจ้าเชื่อ” บางทีเราควรฟังถ้อยคำเหล่านี้ไม่ใช่เพียงในฐานะคำประกาศความเชื่อเท่านั้น แต่ควรมองว่าเป็นคำมั่นสัญญาของเราด้วย

“ข้าพเจ้าเชื่อ” หมายความว่า ฉันจะพยายามดำเนินชีวิตตามความเชื่อนี้

“ข้าพเจ้าเชื่อ” หมายความว่า ฉันจะให้อภัย

“ข้าพเจ้าเชื่อ” หมายความว่า ฉันจะซื่อสัตย์

“ข้าพเจ้าเชื่อ” หมายความว่า ฉันจะเอาใจใส่และช่วยเหลือผู้ที่กำลังต้องการความช่วยเหลือ

“ข้าพเจ้าเชื่อ” หมายความว่า ฉันจะนำพระคริสตเจ้าเข้าไปในครอบครัวของฉัน ในสถานที่ทำงาน ในความสัมพันธ์กับผู้อื่น และในการตัดสินใจต่าง ๆ ของชีวิต

บทพิสูจน์ที่แท้จริงของความเชื่อของเรา จึงไม่ได้อยู่เพียงแค่สิ่งที่เราพูดภายในวัดเท่านั้น แต่อยู่ที่ความเชื่อของเราก่อให้เกิดสิ่งใดขึ้นเมื่อเราออกไปจากวัดแล้ว

ขอให้พระวรสารวันนี้เตือนเราว่า คำว่า “ใช่” ที่เรากล่าวต่อพระเจ้า ไม่อาจเป็นเพียงถ้อยคำที่ออกจากปากเท่านั้น

คำว่า “ใช่” ของเราต้องปรากฏให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านการเลือกและการตัดสินใจของเรา ผ่านความสัมพันธ์กับผู้อื่น ผ่านการให้อภัย ผ่านความเมตตากรุณา และผ่านการดำเนินชีวิตในแต่ละวัน

นี่แหละคือความหมายที่แท้จริงของการติดตามพระเยซูเจ้า

วันอังคารที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2569

ทำไมพระเยซูเจ้าจึงทรงเขียนบนพื้น ก่อนตรัสกับหญิงที่ถูกจับได้ว่าล่วงประเวณี?

 

ทำไมพระเยซูเจ้าจึงทรงเขียนบนพื้น ก่อนตรัสกับหญิงที่ถูกจับได้ว่าล่วงประเวณี?

คุณเคยสงสัยไหมว่า มีเหตุการณ์หนึ่งในพระวรสารที่ลึกลับและน่าคิดอย่างยิ่ง

หญิงคนหนึ่งถูกนำตัวมาหาพระเยซูเจ้า หลังจากถูกจับได้ว่ากำลังล่วงประเวณี  บรรดาผู้นำศาสนาต้องการให้พระเยซูเจ้าทรงให้คำตอบ พวกเขาต้องการให้พระองค์ตัดสินลงโทษหญิงคนนั้น แต่แทนที่พระเยซูเจ้าจะตรัสตอบทันที พระองค์กลับทรงก้มลงและใช้นิ้วพระหัตถ์เขียนบนพื้น

นักบุญยอห์นเล่าว่า “พระเยซูเจ้าทรงก้มลง ใช้นิ้วพระหัตถ์เขียนบนพื้นดิน” - ยอห์น 8:6  จากนั้นพระองค์ทรงเขียนบนพื้นอีกครั้ง แต่พระเยซูเจ้าทรงเขียนอะไร? พระคัมภีร์ไม่ได้บอกเราเลย และนี่เป็นสิ่งสำคัญ

เราสามารถไตร่ตรองถึงความเป็นไปได้ต่าง ๆ ได้ แต่เราไม่ควรนำคำอธิบายใดคำอธิบายหนึ่งมาเสนอราวกับว่าพระคัมภีร์ได้บอกไว้อย่างชัดเจนว่าพระองค์ทรงเขียนอะไร

1. พระเยซูเจ้าไม่ได้ทรงตื่นตระหนก แต่พระองค์ทรงควบคุมสถานการณ์

เหตุการณ์ครั้งนี้ถูกจัดขึ้นโดยมีจุดประสงค์เพื่อวางกับดักพระเยซูเจ้า  บรรดาธรรมาจารย์และชาวฟาริสีพาหญิงคนนั้นมาหาพระองค์ และกล่าวว่า “ในธรรมบัญญัติ โมเสสสั่งเราให้เอาหินทุ่มหญิงประเภทนี้จนตาย แล้วท่านจะว่าอย่างไร?” - ยอห์น 8:5  พวกเขาต้องการบังคับให้พระเยซูเจ้าทรงเลือกตอบระหว่างสองทางที่ยากลำบาก  ถ้าพระองค์ทรงปฏิเสธธรรมบัญญัติ พวกเขาก็สามารถกล่าวหาพระองค์ได้ว่าทรงต่อต้านโมเสส แต่ถ้าพระองค์ทรงสั่งให้นำหญิงนั้นไปประหารชีวิต พวกเขาก็อาจใช้เรื่องนี้มาตั้งคำถามต่อคำสอนของพระองค์เกี่ยวกับความเมตตา และอาจทำให้พระองค์ต้องเผชิญปัญหากับอำนาจของชาวโรมันด้วย

แต่พระเยซูเจ้าไม่ทรงยอมให้พวกเขาเร่งรัดพระองค์ พระองค์เพียงทรงก้มลงและทรงเขียนบนพื้น  บางครั้ง ความเงียบสามารถบอกอะไรได้มากกว่าการรีบตอบออกไปทันที

2. พระคัมภีร์ไม่ได้บอกเราว่าพระเยซูเจ้าทรงเขียนอะไร

นี่เป็นรายละเอียดที่น่าสนใจที่สุดประการหนึ่งของเหตุการณ์นี้  นักบุญยอห์นกล่าวถึงพระเยซูเจ้าทรงเขียนบนพื้นถึงสองครั้ง แต่ไม่ได้บอกเลยว่าพระองค์ทรงเขียนข้อความอะไร  ดังนั้น เราจึงควรระมัดระวังต่อคำกล่าวต่าง ๆ เช่น “พระเยซูเจ้าทรงเขียนชื่อของบรรดาผู้กล่าวหาหญิงคนนั้นอย่างแน่นอน” หรือ “พระเยซูเจ้าทรงเขียนบาปของพวกเขาลงบนพื้น”  คำอธิบายเหล่านี้เป็นเพียงการตีความ ไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่พระวรสารระบุไว้อย่างชัดเจน  พระศาสนจักรไม่ได้ให้คำตอบที่แน่นอนแก่เราว่า พระเยซูเจ้าทรงเขียนอะไร และบางที ความลึกลับนี้เองอาจเป็นส่วนหนึ่งของความงดงามของเรื่องราวตอนนี้

3. ความเงียบของพระเยซูเจ้าเปิดโอกาสให้ผู้กล่าวหาได้ตรวจสอบตนเอง

หลังจากทรงเขียนบนพื้นแล้ว พระเยซูเจ้าทรงลุกขึ้นและตรัสว่า “ผู้ใดในพวกท่านไม่มีบาป จงเอาหินทุ่มนางเป็นคนแรกเถิด” - ยอห์น 8:7  จากนั้นพระองค์ทรงก้มลงและเขียนบนพื้นอีกครั้ง  ผู้กล่าวหาเหล่านั้นจึงค่อย ๆ เดินจากไปทีละคน  นักบุญยอห์นเล่าว่า “เมื่อคนเหล่านั้นได้ยินดังนี้ ก็ค่อย ๆ ทยอยออกไปทีละคน เริ่มจากคนอาวุโส” - ยอห์น 8:9

ลองสังเกตสิ่งหนึ่ง พระเยซูเจ้าไม่จำเป็นต้องตะโกนใส่พวกเขา พระองค์ไม่ได้ทรงเปิดเผยบาปของพวกเขาต่อหน้าสาธารณชนทีละคน พระองค์เพียงตรัสความจริงประโยคหนึ่ง ซึ่งทำให้พวกเขาต้องหันกลับมามองตนเอง

4. พระเยซูเจ้าทรงทำให้คำถามย้อนกลับไปหาพวกเขาเอง

พวกเขามาหาพระเยซูเจ้าพร้อมกับคำถามว่า “เราควรทำอย่างไรกับหญิงคนนี้?” แต่พระเยซูเจ้าทรงทำให้พวกเขาต้องกลับมาถามตนเองว่า “แล้วตัวฉันเองล่ะ?”  นี่เป็นบทเรียนฝ่ายจิตที่ทรงพลังอย่างยิ่ง  การมองเห็นบาปของคนอื่นเป็นเรื่องง่าย แต่การมองเข้าไปในหัวใจของตนเองอย่างซื่อสัตย์นั้นยากกว่ามาก  พระเยซูเจ้าไม่ได้กำลังตรัสว่าการล่วงประเวณีเป็นสิ่งที่ยอมรับได้ พระองค์ไม่ได้กำลังตรัสว่าบาปไม่ใช่เรื่องสำคัญ แต่พระองค์กำลังเปิดโปงความหน้าซื่อใจคดของคนที่ต้องการกล่าวโทษผู้อื่น ขณะที่ไม่ยอมเผชิญหน้ากับความบาปของตนเอง

5. พระเยซูเจ้าไม่ได้ทรงจบเรื่องด้วยการลงโทษ แต่ทรงจบด้วยการเรียกร้องให้เปลี่ยนแปลงชีวิต

หลังจากทุกคนเดินจากไปแล้ว พระเยซูเจ้าตรัสกับหญิงคนนั้นว่า “ไม่มีใครลงโทษเธอหรือ?” นางตอบว่า “ไม่มีใครเลย พระเจ้าข้า”  พระเยซูเจ้าจึงตรัสว่า “เราก็ไม่ลงโทษเธอด้วย ไปเถิด และตั้งแต่นี้ไปอย่าทำบาปอีก” - ยอห์น 8:10-11

ลองพิจารณาพระวาจาเหล่านี้อย่างละเอียด  พระเยซูเจ้าทรงแสดงพระเมตตา แต่พระองค์ไม่ได้ตรัสว่าบาปเป็นสิ่งดี พระองค์ไม่ได้ตรัสว่า “สิ่งที่เธอทำไปไม่สำคัญหรอก” แต่พระองค์ตรัสว่า “ไปเถิด และตั้งแต่นี้ไปอย่าทำบาปอีก”  นี่คือความเข้าใจเรื่องพระเมตตาในความเชื่อคาทอลิกที่แสดงออกมาอย่างงดงาม  การได้รับการอภัยไม่ได้หมายความว่าเราได้รับอนุญาตให้ทำบาปต่อไป แต่เป็นคำเชื้อเชิญให้เราเริ่มต้นชีวิตใหม่อีกครั้ง

แล้วพระเยซูเจ้าทรงเขียนอะไรบนพื้น? เราไม่รู้ และบางครั้ง คำตอบที่ซื่อสัตย์ที่สุดก็คือ...พระวรสารไม่ได้บอกเรา  ตลอดประวัติศาสตร์คริสตศาสนา มีการตีความเรื่องนี้ในหลายรูปแบบ  บางคนเสนอว่า พระเยซูเจ้าทรงเขียนบาปของบรรดาผู้กล่าวหา  บางคนเชื่อมโยงการกระทำของพระองค์เข้ากับข้อความบางตอนในพันธสัญญาเดิม  ส่วนบางคนมองว่า การเขียนบนพื้นของพระองค์เป็นการจงใจหยุดนิ่ง เพื่อเปิดโอกาสให้บรรดาผู้กล่าวหาได้ไตร่ตรองตนเอง

แต่เราไม่สามารถยืนยันได้อย่างแน่นอนว่า คำอธิบายใดคือคำตอบที่ถูกต้อง  สิ่งที่เรารู้แน่นอนคือสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้น  พระเยซูเจ้าตรัส บรรดาผู้กล่าวหาเริ่มตรวจสอบตนเอง พวกเขาวางก้อนหินลง หญิงคนนั้นได้สัมผัสกับพระเมตตา และพระเยซูเจ้าทรงเรียกนางให้เปลี่ยนแปลงชีวิต

พูดอย่างง่าย ๆ บางทีคำถามที่สำคัญที่สุดอาจไม่ใช่ว่า “พระเยซูเจ้าทรงเขียนอะไรบนพื้น?” เพราะพระวรสารไม่ได้บอกเรา แต่คำถามที่สำคัญกว่าคือ “พระเยซูเจ้าทรงเขียนอะไรลงในหัวใจของพวกเขา?”  พระองค์ทรงทำให้พวกเขาเลิกจดจ่ออยู่กับบาปของคนอื่น และหันกลับมามองบาปของตนเอง และพระองค์ก็ทรงทำสิ่งเดียวกันกับเรา  ก่อนที่เราจะชี้นิ้วกล่าวโทษใคร พระเยซูเจ้าทรงเชื้อเชิญให้เราตรวจสอบตนเองก่อน  ก่อนที่เราจะตัดสินผู้อื่น พระองค์ทรงเตือนเราว่า ตัวเราเองก็ต้องการพระเมตตาเช่นเดียวกัน และเมื่อเราเองล้มลง พระองค์ไม่ได้ทรงบอกให้เรานอนอยู่กับพื้นเช่นนั้นตลอดไป พระองค์ตรัสว่า “ไปเถิด และตั้งแต่นี้ไปอย่าทำบาปอีก”  พระเมตตาไม่ได้หมายความว่าเราทำราวกับว่าบาปไม่เคยเกิดขึ้น พระเมตตาหมายความว่า พระเจ้าทรงมอบโอกาสให้คนบาปลุกขึ้นยืนและเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง

แหล่งอ้างอิง พระคัมภีร์: ยอห์น 8:1-11  มัทธิว 7:1-5  โรม 2:1-4  เอเสเคียล 33:11  คำสอนพระศาสนจักรคาทอลิก: ข้อ 1422-1424, 1846-1848, 1861

 

ทำไมพระเยซูเจ้าจึงล้างเท้าให้ยูดาส ทั้งที่ทรงรู้ว่าเขาจะทรยศพระองค์?

 

ทำไมพระเยซูเจ้าจึงล้างเท้าให้ยูดาส ทั้งที่ทรงรู้ว่าเขาจะทรยศพระองค์?

คุณเคยหยุดคิดถึงรายละเอียดเล็ก ๆ อย่างหนึ่งที่แทบจะซ่อนอยู่ในเรื่องราวของอาหารค่ำมื้อสุดท้ายหรือไม่?

พระเยซูเจ้าทรงรู้ว่ายูดาสจะทรยศพระองค์ พระองค์ทรงรู้ว่ายูดาสได้ตัดสินใจแล้วว่าจะมอบพระองค์ให้แก่ศัตรู พระองค์ทรงรู้ว่าชายคนหนึ่งซึ่งกำลังนั่งร่วมโต๊ะกับพระองค์ อีกไม่นานจะเป็นผู้นำบรรดาศัตรูมาจับกุมพระองค์ แต่ถึงกระนั้น...พระเยซูเจ้าก็ยังทรงล้างเท้าให้ยูดาส  นักบุญยอห์นบอกเราว่า พระเยซูเจ้าทรงรู้ว่าใครจะทรยศพระองค์ (ยอห์น 13:10–11) แต่พระองค์ก็ยังทรงหยิบผ้าเช็ดตัว เทน้ำลงในอ่าง และเริ่มล้างเท้าให้บรรดาศิษย์

ทำไมพระองค์จึงทรงทำเช่นนั้น?

คำตอบของคำถามนี้เผยให้เราเห็นความจริงอันลึกซึ้งเกี่ยวกับความรักของพระคริสตเจ้า

1. พระเยซูเจ้าทรงรู้ว่ายูดาสกำลังจะทำอะไร

เหตุการณ์นี้ไม่ใช่ว่าพระเยซูเจ้าไม่ทรงรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น นักบุญยอห์นบอกเราอย่างชัดเจนว่า พระเยซูเจ้าทรงทราบตั้งแต่แรกแล้วว่าใครจะเป็นผู้ทรยศพระองค์ (ยอห์น 6:64)  ในอาหารค่ำมื้อสุดท้าย พระเยซูเจ้ายังตรัสด้วยว่า “ท่านทั้งหลายสะอาด แต่ไม่ทุกคน” (ยอห์น 13:10)  และต่อมานักบุญยอห์นอธิบายว่า “พระองค์ทรงทราบว่าใครจะทรยศพระองค์” (ยอห์น 13:11)

ดังนั้น การทรยศของยูดาสไม่ได้ทำให้พระเยซูเจ้าทรงประหลาดพระทัย พระองค์ทรงรู้ แต่ถึงกระนั้น พระองค์ก็ไม่ได้ปฏิเสธที่จะรับใช้ยูดาส

2. ความรักของพระเยซูเจ้าไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่ายูดาสสมควรได้รับความรักหรือไม่

นี่อาจเป็นบทเรียนข้อหนึ่งที่เข้าใจและปฏิบัติได้ยากที่สุดจากเหตุการณ์นี้  พระเยซูเจ้าไม่ได้ทรงล้างเท้าเฉพาะศิษย์ที่จะซื่อสัตย์ต่อพระองค์เท่านั้น พระองค์ยังทรงล้างเท้าให้กับคนที่จะทรยศพระองค์ด้วย  ลองคิดดูว่าสิ่งนี้มีความหมายลึกซึ้งเพียงใด ยูดาสกำลังจะตัดสินใจทำสิ่งที่เลวร้ายอย่างยิ่ง แต่พระเยซูเจ้าไม่ได้ทรงตอบโต้ด้วยการทำให้เขาอับอาย พระองค์ไม่ได้ทรงเปิดโปงเขาต่อหน้าคนอื่น พระองค์ไม่ได้ตรัสว่า “เจ้าไม่สมควรให้เราล้างเท้าให้”  ตรงกันข้าม พระเยซูเจ้าทรงคุกเข่าลงต่อหน้าเขา พระอาจารย์ทรงวางพระองค์ลงในฐานะผู้รับใช้ และนี่คือบทเรียนที่พระเยซูเจ้าทรงต้องการให้บรรดาศิษย์เรียนรู้ “เราได้วางแบบอย่างไว้ให้แล้ว ท่านจะได้ทำเหมือนกับที่เราทำกับท่าน” (ยอห์น 13:15)

 

3. พระเยซูเจ้ากำลังให้โอกาสยูดาสกลับใจ

มีสิ่งสำคัญอีกประการหนึ่งที่เราควรเข้าใจ  การรู้ว่าใครคนหนึ่งกำลังจะทำอะไร ไม่ได้หมายความว่าเราจะต้องหยุดรักเขา  การกระทำของพระเยซูเจ้าอาจเข้าใจได้ว่าเป็นอีกโอกาสหนึ่งที่พระองค์ทรงมอบให้ยูดาส เพื่อให้เขาได้คิดทบทวนและเปลี่ยนใจ ลองจินตนาการถึงยูดาสที่กำลังนั่งอยู่ตรงนั้น ขณะที่พระเยซูเจ้าผู้เป็นพระอาจารย์ทรงคุกเข่าลงต่อหน้าเขาและล้างเท้าให้เขา ลองจินตนาการว่า คุณรู้อยู่แก่ใจว่าตนเองกำลังวางแผนจะทำอะไร แต่คนที่คุณกำลังจะทรยศกลับยังคงปฏิบัติต่อคุณด้วยความรัก

พระเยซูเจ้าไม่ได้ทรงบังคับให้ยูดาสเปลี่ยนใจ ยูดาสยังคงต้องรับผิดชอบต่อการตัดสินใจของตนเอง แต่พระเยซูเจ้าไม่ได้ทรงหยุดมอบความรักแก่เขา  นี่คือวิธีที่พระเจ้าทรงกระทำกับมนุษย์อยู่เสมอ  พระหรรษทานยังคงถูกมอบให้ แม้ในขณะที่มนุษย์กำลังเตรียมตัวที่จะปฏิเสธพระหรรษทานนั้นก็ตาม

4. พระเยซูเจ้ากำลังสอนบรรดาศิษย์ว่า ความรักแบบคริสตชนเป็นอย่างไร

การล้างเท้าไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของการทำความสะอาดเท่านั้น  ในโลกสมัยโบราณ การล้างเท้าเป็นงานรับใช้ที่ต่ำต้อย เพราะผู้คนเดินทางไปตามถนนที่เต็มไปด้วยฝุ่น แต่พระเยซูเจ้าผู้ทรงเป็นพระอาจารย์และองค์พระผู้เป็นเจ้า กลับทรงรับบทบาทของผู้รับใช้  จากนั้นพระองค์ตรัสกับบรรดาศิษย์ว่า “ถ้าเราซึ่งเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้าและพระอาจารย์ยังล้างเท้าให้ท่าน ท่านก็ควรจะล้างเท้าให้กันและกันด้วย” (ยอห์น 13:14)

และขอให้เราสังเกตบริบทของเหตุการณ์นี้ให้ดี  พระเยซูเจ้าไม่ได้กำลังสอนว่า “จงรับใช้เฉพาะคนที่ปฏิบัติดีต่อเราเท่านั้น” แต่พระองค์กำลังสอนถึงความรักในรูปแบบที่แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง ความรักแบบคริสตชนไม่ใช่เพียงการตอบแทนความดีแก่คนที่สมควรได้รับความเมตตาจากเรา แต่คือการเลือกที่จะรับใช้ผู้อื่นด้วยความสุภาพถ่อมตน

5. การทรยศของยูดาสไม่ได้ทำให้ความรักของพระเยซูเจ้าสิ้นสุดลง แต่ยูดาสยังต้องเป็นผู้เลือกด้วยตนเอง

ตรงนี้เป็นจุดที่เราต้องเข้าใจอย่างระมัดระวัง  การที่พระเยซูเจ้าทรงรักยูดาส ไม่ได้หมายความว่าการทรยศของยูดาสเป็นสิ่งที่ยอมรับได้  การทรยศนั้นไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้อง  ความรักไม่ได้หมายถึงการแสร้งทำว่าสิ่งชั่วร้ายเป็นสิ่งดี  พระเยซูเจ้าทรงรู้ว่ายูดาสกำลังตัดสินใจทำสิ่งที่เลวร้าย แต่พระองค์ยังคงรักเขา ขณะเดียวกันก็ทรงปล่อยให้ยูดาสรับผิดชอบต่อสิ่งที่เขาเลือกทำ

ความแตกต่างตรงนี้สำคัญมาก  พระเยซูเจ้าทรงมอบความรักให้ ส่วนยูดาสต้องเลือกเองว่าเขาจะทำอย่างไรกับความรักที่ได้รับนั้น และเรื่องนี้บอกบางสิ่งแก่เราเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างพระเจ้ากับมนุษย์ พระเจ้ายังคงทรงรักเราได้ แม้ในเวลาที่เรากำลังเลือกทำสิ่งที่ผิด พระเมตตาของพระองค์ไม่ได้หมายความว่าพระองค์ทรงเห็นชอบกับบาปของเรา แต่หมายความว่า พระองค์ยังคงทรงเรียกเราให้กลับมาหาพระองค์เสมอ

มีบางสิ่งที่ทำให้เราต้องถ่อมตนอย่างลึกซึ้งเมื่อพิจารณาเหตุการณ์นี้ ลองจินตนาการว่าคุณเป็นยูดาส คนที่คุณกำลังจะทรยศกำลังคุกเข่าอยู่แทบเท้าของคุณ พระหัตถ์ที่อีกไม่นานจะถูกทหารจับมัด กำลังสัมผัสและล้างเท้าของคุณ  พระองค์ผู้ทรงรู้ทุกสิ่งที่อยู่ภายในใจของคุณ ยังคงกำลังรับใช้คุณ และพระเยซูเจ้าทรงทำทั้งหมดนี้โดยปราศจากความเกลียดชัง ไม่มีการแก้แค้น พระองค์ไม่ได้ทรงปฏิบัติต่อยูดาสราวกับว่าเขาไม่มีคุณค่าความเป็นมนุษย์อีกต่อไป  สิ่งนี้ไม่ได้ทำให้การทรยศของยูดาสมีความร้ายแรงน้อยลง ตรงกันข้าม กลับยิ่งทำให้ความรักของพระเยซูเจ้าโดดเด่นและน่าประทับใจมากยิ่งขึ้น

ถ้าจะอธิบายอย่างง่าย ๆ ว่า ทำไมพระเยซูเจ้าจึงทรงล้างเท้าให้ยูดาส ทั้งที่ทรงรู้ว่าเขาจะทรยศพระองค์? คำตอบคือ เพราะความรักของพระเยซูเจ้าไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่ายูดาสสมควรได้รับความรักนั้นหรือไม่  พระเยซูเจ้าทรงรู้ว่าการทรยศกำลังจะเกิดขึ้น พระองค์ทรงรู้สิ่งที่อยู่ในใจของยูดาส แต่พระองค์ก็ยังทรงรับใช้เขา  พระเยซูเจ้ากำลังแสดงให้บรรดาศิษย์และพวกเราเห็นว่า ความรักแท้แบบคริสตชนเป็นความรักที่สุภาพถ่อมตน เสียสละ และไม่ได้ขึ้นอยู่เพียงว่าคนอื่นปฏิบัติต่อเราอย่างไร

แต่ยังมีบทเรียนสำคัญอีกประการหนึ่ง การได้รับความรักจากพระเยซูเจ้าไม่ได้ทำให้เสรีภาพของเราหายไป ยูดาสได้รับความรัก ยูดาสได้รับการรับใช้ ยูดาสได้รับโอกาสที่จะเปลี่ยนใจ แต่ในที่สุด ยูดาสก็ยังต้องตัดสินใจเลือกด้วยตนเอง

และบางทีนี่อาจเป็นคำถามที่พระวรสารตอนนี้ทิ้งไว้ให้เราไตร่ตรองว่า ถ้าพระเยซูเจ้าสามารถคุกเข่าลงแทบเท้าของคนที่จะทรยศพระองค์ได้ เราจะเรียนรู้ที่จะรักคนที่ทำร้ายเรา โดยไม่จำเป็นต้องเห็นด้วยหรือยอมรับสิ่งผิดที่เขาได้กระทำหรือไม่?

บางครั้ง คุณธรรมคริสตชนที่ยากที่สุดอาจไม่ใช่การรักคนที่รักเรา แต่คือการเรียนรู้ที่จะยังคงมีความรัก ความเมตตา และความปรารถนาดีต่อคนที่ทำให้เราเจ็บปวด

แหล่งอ้างอิง พระคัมภีร์: ยอห์น 6:64; ยอห์น 13:1–30; ยอห์น 13:34–35; มัทธิว 26:20–25; ลูกา 22:14–22 คำสอนพระศาสนจักรคาทอลิก: ข้อ 1822–1829 และ 2842–2845

 

ทำไมพระเยซูเจ้าจึงทรงสาปต้นมะเดื่อ ทั้งที่ยังไม่ถึงฤดูออกผล?

 

ทำไมพระเยซูเจ้าจึงทรงสาปต้นมะเดื่อ ทั้งที่ยังไม่ถึงฤดูออกผล?

คุณเคยอ่านเรื่องพระเยซูเจ้าทรงสาปต้นมะเดื่อ แล้วเกิดคำถามขึ้นในใจไหมว่า

“ทำไมพระเยซูเจ้าจึงทรงคาดหวังว่าจะพบผลมะเดื่อ ทั้งที่พระวรสารนักบุญมาระโกบอกไว้อย่างชัดเจนว่า ยังไม่ถึงฤดูมะเดื่อ?”

เมื่ออ่านเรื่องนี้ครั้งแรก เราอาจรู้สึกว่าเป็นเหตุการณ์ที่แปลกอยู่ไม่น้อย

พระเยซูเจ้าเสด็จเข้าไปหาต้นมะเดื่อเพื่อมองหาผล แต่เมื่อไม่พบ พระองค์ตรัสว่า

“ตั้งแต่นี้ไป อย่าให้ใครได้กินผลจากต้นนี้อีกเลย” (มาระโก 11:14)

ต่อมา ต้นมะเดื่อนั้นก็เหี่ยวแห้งไป แต่พระเยซูเจ้าทรงทำเช่นนี้เพียงเพราะทรงหิวและทรงกริ้วที่ไม่พบผลมะเดื่อหรือ?  ไม่ใช่เลย เหตุการณ์นี้มีบทเรียนที่ลึกซึ้งกว่านั้นมาก...

1. ต้นมะเดื่อเป็นเครื่องหมาย

นักบุญมาระโกจงใจบอกเราอย่างชัดเจนว่า ในเวลานั้น “ยังไม่ถึงฤดูมะเดื่อ” (มาระโก 11:13)

ดังนั้น เรื่องนี้จึงไม่ได้หมายความว่าพระเยซูเจ้าทรงหงุดหงิดหรือไม่พอพระทัยเพียงเพราะพระองค์ไม่พบผลมะเดื่อสุก แต่ต้นมะเดื่อในเหตุการณ์นี้กลายเป็นสัญลักษณ์หรือเครื่องหมายบางอย่าง

ในพระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาเดิม ต้นมะเดื่อหรือผลมะเดื่อบางครั้งถูกใช้เป็นภาพเปรียบเทียบถึงประชากรอิสราเอลและสภาพชีวิตฝ่ายจิตของพวกเขา ตัวอย่างเช่น ประกาศกเยเรมีย์กล่าวถึงผลมะเดื่อโดยเชื่อมโยงกับประชาชนแห่งยูดาห์ (เยเรมีย์ 24:1-10) ขณะที่ประกาศกโฮเชยาและมีคาห์ก็ใช้ภาพของมะเดื่อเมื่อกล่าวถึงอิสราเอลเช่นเดียวกัน (โฮเชยา 9:10; มีคาห์ 7:1)

ดังนั้น การกระทำของพระเยซูเจ้าจึงมีความหมายที่ลึกซึ้งกว่าการพูดถึงต้นไม้เพียงต้นเดียว

2. พระเยซูเจ้าทรงมองหาผล

ต้นมะเดื่อต้นนั้นมีใบ เมื่อมองจากระยะไกล มันดูมีชีวิตชีวาและดูเหมือนว่าจะมีผลให้เก็บกิน แต่เมื่อพระเยซูเจ้าเสด็จเข้าไปใกล้ พระองค์กลับไม่พบผลเลย ภาพนี้จึงกลายเป็นภาพเปรียบเทียบที่ทรงพลังเกี่ยวกับชีวิตฝ่ายจิตของเรา  คนคนหนึ่งอาจดูเคร่งศาสนาจากภายนอก แต่ภายในชีวิตของเขาอาจแทบไม่มีผลฝ่ายจิตเลยก็ได้  เราอาจไปวัดร่วมพิธีมิสซา เราอาจสวดสายประคำ เราอาจห้อยไม้กางเขน เราอาจรู้จักบทภาวนาต่าง ๆ ของคาทอลิก เราอาจแบ่งปันข้อความจากพระคัมภีร์ทางสื่อสังคมออนไลน์ แต่ถึงกระนั้น พระเยซูเจ้าก็ยังทรงถามเราได้ว่า “แล้วผลอยู่ที่ไหน? มีความรักหรือไม่? มีการให้อภัยหรือไม่? มีความเมตตาหรือไม่? มีความนบนอบเชื่อฟังหรือไม่? มีการกลับใจอย่างแท้จริงหรือไม่?"

3. เรื่องต้นมะเดื่ออยู่ระหว่างเหตุการณ์ที่พระเยซูเจ้าทรงกระทำในพระวิหาร

ตรงนี้เองที่ทำให้เรื่องนี้น่าสนใจยิ่งขึ้น ในพระวรสารตามคำบอกเล่าของนักบุญมาระโก พระเยซูเจ้าทรงพบต้นมะเดื่อก่อน จากนั้นพระองค์เสด็จเข้าสู่กรุงเยรูซาเล็มและทรงชำระพระวิหาร  หลังจากนั้น พระองค์และบรรดาศิษย์เดินผ่านต้นมะเดื่อนั้นอีกครั้ง และพบว่ามันเหี่ยวแห้งไปจนถึงราก (มาระโก 11:20)

การจัดวางเหตุการณ์เหล่านี้ช่วยให้เราเข้าใจความหมายเชิงสัญลักษณ์ของเรื่องต้นมะเดื่อได้ชัดเจนยิ่งขึ้น  พระเยซูเจ้าเสด็จเข้าไปในพระวิหาร ซึ่งควรจะเป็นสถานที่แห่งการอธิษฐานภาวนา แต่พระองค์กลับพบพฤติกรรมต่าง ๆ ที่ขัดกับจุดประสงค์ของพระวิหาร  ถ้าจะเปรียบเทียบกับต้นมะเดื่อ ก็กล่าวได้ว่า ที่นั่น “มีใบ” มีกิจกรรมทางศาสนา มีระบบและรูปแบบทางศาสนาที่ทุกคนมองเห็นได้ แต่พระเยซูเจ้ากำลังเผชิญหน้ากับการขาด “ผลฝ่ายจิต” ซึ่งเป็นสิ่งที่พระเจ้าทรงปรารถนา

4. พระเจ้าไม่ได้ทรงต้องการเพียงสิ่งที่ปรากฏภายนอก

ตรงนี้เองที่เรื่องราวเริ่มเข้ามาสัมผัสกับชีวิตของเราแต่ละคน คำถามจึงไม่ใช่เพียงว่า “ทำไมพระเยซูเจ้าจึงทรงสาปต้นมะเดื่อ?” แต่คำถามที่ลึกซึ้งกว่านั้นคือ “ถ้าวันนี้พระเยซูเจ้าทอดพระเนตรชีวิตของฉัน พระองค์จะทรงพบผลอะไรบ้าง?”  บางทีเราอาจมีภาพลักษณ์ภายนอกของการเป็นผู้มีความเชื่อ แต่เมื่อมีใครทำร้ายเรา เราสามารถให้อภัยเขาได้หรือไม่? เมื่อมีใครต้องการความช่วยเหลือ เราแสดงความเมตตาต่อเขาหรือไม่? เมื่อไม่มีใครมองเห็น เรายังคงเลือกทำสิ่งที่ถูกต้องหรือไม่? เมื่อเราทำบาป เราถ่อมตน ยอมรับความผิด และกลับมาหาพระเจ้าหรือไม่? ความเชื่อของเราควรค่อย ๆ ก่อให้เกิดผลในชีวิต

ดังที่นักบุญเปาโลเขียนไว้ว่า “ส่วนผลของพระจิตเจ้าคือ ความรัก ความชื่นชม สันติ ความอดทน ความใจดี ความดี ความซื่อสัตย์ ความอ่อนโยน และการรู้จักควบคุมตนเอง” (กาลาเทีย 5:22-23)

5. คำเตือนนี้ไม่ได้มีไว้เพื่อทำให้เราหวาดกลัว แต่เพื่อปลุกเราให้ตื่นขึ้น

เรื่องต้นมะเดื่อเป็นคำเรียกร้องให้เรากลับใจและมีความเชื่อที่ก่อให้เกิดผล  พระเยซูเจ้าไม่ทรงต้องการให้เราเป็นเพียงคนที่ “ดูเหมือน” มีชีวิตฝ่ายจิต พระองค์ทรงต้องการชีวิตที่เกิดผลอย่างแท้จริง  นี่จึงเป็นเหตุผลที่เรื่องนี้ควรทำให้เราหยุดคิดและสำรวจชีวิตของตนเอง หากวันนี้พระเยซูเจ้าเสด็จมาหาผลในชีวิตของเรา พระองค์จะทรงพบอะไร? พระองค์จะทรงพบเพียงใบไม้หรือ? หรือพระองค์จะทรงพบผลด้วย? แต่แล้วเรื่องที่ว่า “ยังไม่ถึงฤดูมะเดื่อ” ล่ะ?

นี่เองคือเหตุผลที่รายละเอียดซึ่งนักบุญมาระโกบันทึกไว้มีความสำคัญ  เราไม่ควรอ่านพระวรสารตอนนี้ราวกับว่าพระเยซูเจ้าไม่ทรงเข้าใจธรรมชาติของต้นมะเดื่อ หรือทรงเรียกร้องสิ่งที่เป็นไปไม่ได้อย่างไม่มีเหตุผล  ตรงกันข้าม สถานการณ์ที่ผิดปกตินี้ต่างหากที่ดึงความสนใจของเราไปสู่ความหมายเชิงสัญลักษณ์ของเหตุการณ์  ต้นมะเดื่อกลายเป็นบทเรียนที่มองเห็นได้เกี่ยวกับการเกิดผลในชีวิตฝ่ายจิต  พระเยซูเจ้าทรงใช้การกระทำนี้เป็น “เครื่องหมาย” เพื่อสอนบรรดาศิษย์ และทันทีหลังจากนั้น พระองค์ยังทรงสอนพวกเขาเรื่องความเชื่อ การอธิษฐานภาวนา และการให้อภัยอีกด้วย (มาระโก 11:22-25)

ดังนั้น เหตุการณ์นี้จึงมีความหมายมากกว่าเรื่องของต้นไม้ต้นหนึ่ง  พูดง่าย ๆ ก็คือ พระเยซูเจ้าไม่ได้ทรงสาปต้นมะเดื่อเพียงเพราะทรงกริ้วที่ต้นไม้นั้นไม่มีผล ทั้งที่ยังไม่ถึงฤดูออกผล แต่พระองค์ทรงใช้ต้นมะเดื่อนั้นเป็นเครื่องหมาย มันมีใบ มันดูเหมือนมีชีวิต แต่มันไม่มีผล และพระเยซูเจ้าทรงใช้เหตุการณ์นั้นเพื่อสอนบรรดาศิษย์ รวมทั้งสอนเราทุกคนว่า พระเจ้าไม่ได้ทอดพระเนตรเพียงสิ่งที่ปรากฏภายนอก  พระองค์ทรงปรารถนาที่จะเห็น “ผล” ของชีวิตที่ได้รับการเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริง

ดังนั้น ครั้งต่อไปเมื่อเราอ่านเรื่องนี้ อย่าถามเพียงว่า “ทำไมพระเยซูเจ้าจึงทรงสาปต้นมะเดื่อ?” แต่จงถามตัวเราเองด้วยว่า “ชีวิตของฉันกำลังเกิดผลอะไร?” เพราะเป็นไปได้ที่ชีวิตของเราจะมี “ใบ” มากมาย แต่กลับมี “ผล” เพียงเล็กน้อย และบางที นี่อาจเป็นสิ่งสำคัญที่สุดที่พระเยซูเจ้าทรงต้องการให้เราสังเกตเห็นจากเรื่องนี้

หากวันนี้พระเยซูเจ้าทรงพิจารณาชีวิตของเรา เราอยากให้พระองค์ทรงพบผลอะไรในชีวิตของเรา?

แหล่งอ้างอิง พระคัมภีร์: มาระโก 11:12-25  มัทธิว 21:18-22  เยเรมีย์ 24:1-10  โฮเชยา 9:10  มีคาห์ 7:1  กาลาเทีย 5:22-23  คำสอนพระศาสนจักรคาทอลิก: ข้อ 546, 736 และ 1829