วันอาทิตย์สัปดาห์ที่ 19 เทศกาลธรรมดา
(9 สิงหาคม 2026)
พระวรสาร: มัทธิว 14:22–33
คุณพ่อ Clarence Devadass
หากคุณเคยไปทะเลเดดซี
คุณคงรู้จักความรู้สึกแปลกประหลาดของการลอยตัวอยู่บนผิวน้ำได้อย่างง่ายดาย
เนื่องจากน้ำในทะเลเดดซีมีความเค็มสูงมาก ร่างกายของเราจึงลอยขึ้นเองตามธรรมชาติ
แทบไม่ต้องออกแรงเพื่อพยุงตัวให้อยู่เหนือผิวน้ำเลย อันที่จริง
การจะจมลงไปกลับเป็นเรื่องที่ทำได้ยากเสียด้วยซ้ำ
นี่เป็นประสบการณ์ที่น่าสนใจและสร้างความประหลาดใจให้กับผู้คนมากมาย
ทีนี้ลองจินตนาการถึงสิ่งที่น่าอัศจรรย์ยิ่งกว่านั้น
นั่นคือ การเดินบนผิวน้ำ ช่างเป็นประสบการณ์ที่เหลือเชื่อจริง ๆ
แต่หากมองตามความสามารถของมนุษย์แล้ว สิ่งนี้เป็นไปไม่ได้เลย กระนั้น
ในพระวรสารวันนี้ ซีโมนเปโตรกลับทำสิ่งนั้นได้จริง
เปโตรต้องการแน่ใจว่าบุคคลที่กำลังเดินเข้ามาหาเรือนั้นคือพระเยซูเจ้าจริง
ๆ เขาจึงขอเครื่องหมายบางอย่างที่ดูเหมือนเป็นไปไม่ได้ โดยกล่าวว่า “พระเจ้าข้า
ถ้าเป็นพระองค์จริง โปรดสั่งให้ข้าพเจ้าเดินบนน้ำไปหาพระองค์เถิด”
พระเยซูเจ้าทรงตอบสั้น ๆ เพียงว่า “มาเถิด”
เปโตรจึงก้าวออกจากเรือและเดินบนน้ำ
เขาสามารถทำสิ่งที่ดูเหมือนเป็นไปไม่ได้
เพราะสายตาของเขาจับจ้องอยู่ที่พระเยซูเจ้า
ความมั่นใจของเปโตรไม่ได้มาจากกำลังหรือความสามารถของตนเอง
แต่มาจากพระองค์ผู้ทรงเรียกเขา
แต่แล้วบางสิ่งก็เปลี่ยนไป
เปโตรเริ่มสังเกตเห็นความแรงของลมและคลื่นที่อยู่รอบตัว
ความกลัวจึงเข้ามาครอบงำจิตใจ และทันทีที่ความกลัวเข้ามาแทนที่ความเชื่อ
เขาก็เริ่มจมลง
พายุไม่ได้เปลี่ยนไปเลย
ลมก็พัดแรงอยู่เช่นนั้นมาตลอด สิ่งที่เปลี่ยนไปคือ “จุดที่เปโตรกำลังมอง”
เรื่องราวนี้ไม่ใช่ภาพสะท้อนของการดำเนินชีวิตความเชื่อของเราในหมู่คณะด้วยหรือ?
เราได้รับเรียกให้ติดตามพระคริสตเจ้า
ไม่ใช่เพียงลำพัง แต่ให้เดินไปด้วยกันในฐานะพระกายของพระคริสตเจ้า อย่างไรก็ตาม
การดำเนินชีวิตร่วมกันในหมู่คณะไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เราต้องพบกับผู้คนที่มีบุคลิกแตกต่างกัน
มีความคิดเห็นแตกต่างกัน และแต่ละคนก็มีข้อบกพร่องและความอ่อนแอของตนเอง
พระเยซูเจ้าทรงเตือนเราว่า
โลกจะรู้ว่าเราเป็นศิษย์ของพระองค์ได้จากความรักที่เรามีต่อกัน
ดังที่เรามักร้องเพลงว่า “พวกเขาจะรู้ว่าเราเป็นคริสตชนจากความรักของเรา”
แต่ความรักนี้จะต้องหยั่งรากอยู่ในความรักที่พระคริสตเจ้าทรงมีต่อเราเสมอ
น่าเสียดายที่บางครั้งเราอาจละสายตาจากพระคริสตเจ้า
และหันไปจดจ่ออยู่กับข้อบกพร่องของผู้อื่นแทน ไม่ว่าจะเป็นการนินทา
การวิพากษ์วิจารณ์ การพูดในแง่ลบ หรือการบ่นอยู่ตลอดเวลา สิ่งเหล่านี้อาจทำให้เรากลายเป็นผู้สร้างความแตกแยก
แทนที่จะเป็นเครื่องมือแห่งความเป็นหนึ่งเดียวกัน
เราเป็นเหมือนเปโตรที่หันไปมองพายุ
จนเริ่มสนใจสิ่งที่ผิดพลาดและปัญหาต่าง ๆ
มากกว่าที่จะมองไปยังพระองค์ผู้ทรงประทับอยู่ท่ามกลางเรา
เมื่อสายตาของเราไม่ได้จับจ้องอยู่ที่พระเยซูเจ้าอีกต่อไป
เราก็เริ่มวิพากษ์วิจารณ์แทนที่จะเห็นอกเห็นใจ เริ่มหวาดระแวงแทนที่จะไว้วางใจ
และเริ่มแตกแยกแทนที่จะเป็นหนึ่งเดียวกัน
พระวรสารวันนี้จึงเชื้อเชิญให้เราถามตนเองด้วยคำถามง่าย
ๆ แต่สำคัญมากว่า
“เวลานี้สายตาของฉันกำลังจับจ้องอยู่ที่ไหน?”
ฉันกำลังมองไปที่พระคริสตเจ้า
หรือสายตาของฉันกำลังจดจ่ออยู่กับความกลัว ความหงุดหงิด ความผิดหวัง
และข้อบกพร่องของผู้อื่น?
เมื่อสายตาของเรายังคงจับจ้องอยู่ที่พระเยซูเจ้า
เราจะเริ่มมองทุกสิ่งแตกต่างออกไป
เราจะตระหนักว่าพระศาสนจักรคือหมู่คณะของมนุษย์ที่ยังไม่สมบูรณ์ ซึ่งกำลังได้รับการเปลี่ยนแปลงด้วยพระหรรษทานของพระเจ้าผู้ทรงสมบูรณ์แบบ
เราจะเรียนรู้ที่จะอดทน ให้อภัย และมีความหวัง
เพราะพระคริสตเจ้าทรงรักเรา แม้พระองค์ทรงรู้ดีถึงความอ่อนแอและข้อบกพร่องของเรา
และแม้ในเวลาที่เราสะดุดล้ม เรายังคงมีความหวัง
เปโตรจมลงในน้ำ แต่เขาไม่ได้จมน้ำตาย
เมื่อเขาร้องว่า “พระเจ้าข้า ช่วยข้าพเจ้าด้วย!”
พระเยซูเจ้าทรงยื่นพระหัตถ์ออกไปช่วยเขาทันที
ดังนั้น
ความหวังของเราไม่ได้อยู่ที่การมีความเชื่อที่สมบูรณ์แบบ
แต่อยู่ที่การวางใจในพระองค์
ผู้ทรงยื่นพระหัตถ์ออกมาพร้อมที่จะประคองและยกเราขึ้นเสมอ
พายุแห่งชีวิตย่อมเกิดขึ้นอย่างแน่นอน
แต่หากเรายังคงจับจ้องสายตาอยู่ที่พระคริสตเจ้า เราจะค้นพบว่า
การประทับอยู่ของพระองค์ยิ่งใหญ่กว่าพายุทุกลูก
ความรักของพระองค์เข้มแข็งกว่าความกลัวทุกอย่าง
และพระหัตถ์ของพระองค์อยู่ใกล้เราเสมอ พร้อมที่จะช่วยเราให้รอด