วันอังคารที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

วันพุธรับเถ้า (18 กุมภาพันธ์ 2026) เทศกาลมหาพรตไม่ได้เริ่มที่หน้าผาก แต่เริ่มที่หัวใจ

 


วันพุธรับเถ้า (18 กุมภาพันธ์ 2026)
เทศกาลมหาพรตไม่ได้เริ่มที่หน้าผาก แต่เริ่มที่หัวใจ

ทุกปีในวันพุธรับเถ้า โบสถ์จะเต็มไปด้วยผู้คน หลายคนที่ไม่ได้มานานเป็นเดือนก็มาในวันนี้ และบางคนอาจจะไม่กลับมาอีกจนถึงวันปัสกา แล้วอะไรที่ดึงดูดผู้คนมากมายให้มารับเถ้า?

ในโลกที่เต็มไปด้วยความวุ่นวายและความแตกกระจาย ผู้คนยังคงโหยหาสัญลักษณ์ที่จับต้องได้ ซึ่งสื่อความจริงลึกซึ้งของชีวิต เถ้าไม่ได้มีพลังวิเศษ ไม่ใช่ทางลัดฝ่ายจิต และไม่ใช่ประกันว่าจะพ้นจากบาป แต่มันคือ “เครื่องหมาย” และบางครั้ง เครื่องหมายก็มีความหมายอย่างยิ่ง

ในโลกที่หมกมุ่นกับความสำเร็จ การควบคุม และการพึ่งพาตนเอง เรากลับก้าวออกไปรับฟังถ้อยคำที่สวนกระแสโลกอย่างสิ้นเชิงว่า
จงระลึกว่าเจ้ามาจากผงคลีดิน และจะกลับไปเป็นผงคลีดินอีก”

ถ้อยคำนี้สะท้อนจากหนังสือปฐมกาล มันหยุดยั้งภาพลวงตาในใจเรา และท้าทายความหยิ่งผยองของเรา มันกระซิบบางสิ่งที่เรามักพยายามหลีกเลี่ยงตลอดชีวิตว่า
คุณไม่ใช่พระเจ้า คุณเป็นเพียงผงคลีดิน และคุณก็ยังเป็นผู้ที่ถูกรัก

เถ้าทำให้เรา “เห็น” และ “รู้สึก” ถึงสิ่งที่ปกติเราไม่อยากคิด นั่นคือ ความตาย ความเปราะบาง และความต้องการพระเมตตา แต่ในวันนี้ก็มีอันตรายอย่างหนึ่ง คือการที่บางคนใส่ใจมากเกินไปกับความชัดหรือความสวยงามของกางเขนที่หน้าผาก จนกังวลว่ามันไม่สมบูรณ์

กางเขนเถ้าถูกออกแบบมาให้เลือนหาย พอตกค่ำมันก็จะเลอะเลือน และวันรุ่งขึ้นก็จะหายไป นั่นอาจเป็นส่วนหนึ่งของบทเรียน เครื่องหมายภายนอกจางหาย เพื่อให้งานภายในเริ่มต้น กางเขนที่สำคัญที่สุดไม่ใช่กางเขนบนหน้าผาก แต่คือกางเขนที่ถูกจารึกไว้ในหัวใจ

พระเยซูเจ้าทรงเตือนเราเรื่องนี้ในพระวรสารนักบุญมัทธิว บทที่ 6 เมื่อทรงสอนเรื่องการภาวนา การอดอาหาร และการทำทาน พระองค์ทรงเตือนไม่ให้เราทำความชอบธรรมเพียงเพื่อให้ผู้อื่นเห็น เป็นไปได้ที่เราจะรับเถ้าแล้วก็ยังไม่เปลี่ยนแปลงอะไรเลย

เป็นไปได้ที่จะงดช็อกโกแลต แต่ยังเก็บความขุ่นเคืองและการไม่ให้อภัยไว้ งดโซเชียลมีเดีย แต่ยังหลงเลี้ยงความหยิ่งและความเห็นแก่ตัว งดเนื้อสัตว์ แต่ยังบำรุงความอิจฉา ความโกรธ และความใจร้อน มหาพรตจึงไม่ใช่ไดเอ็ตฝ่ายจิต ไม่ใช่แผนพัฒนาตนเองแบบทำเองได้ แต่คือช่วงเวลาแห่งการยอมมอบตน ยอมมอบหัวใจที่แข็งกระด้างให้พระเจ้า เพื่อพระองค์จะได้เปลี่ยนแปลงเราจากภายใน

ตลอดประวัติศาสตร์แห่งความรอด พระเจ้าทรงใช้เครื่องหมายภายนอกเพื่อสื่อพระหรรษทานภายใน ในพันธสัญญาเดิม ผู้คนสวมเสื้อผ้ากระสอบและโรยเถ้าเป็นสัญลักษณ์แห่งการกลับใจ เถ้าไม่ได้รับประกันการเปลี่ยนแปลง แต่มันเป็น “จุดเริ่มต้น”

มหาพรตไม่ใช่การพิสูจน์ความเข้มแข็งของเราผ่านการเสียสละ แต่คือการยอมรับความอ่อนแอ และเปิดพื้นที่ให้พระเจ้าทรงทำงานในความอ่อนแอนั้น

คำถามที่แท้จริงในวันนี้จึงไม่ใช่ว่า
ฉันไปรับเถ้ามาหรือยัง?”
และไม่ใช่ว่า
กางเขนบนหน้าผากฉันวาดสวยไหม?”

ไม่ว่ามันจะเป็นกางเขนหนา กางเขนบาง รอยเปื้อนเล็ก ๆ หรือแทบจะเลือนหายไปแล้ว นั่นไม่ใช่ประเด็นสำคัญ

คำถามที่สำคัญจริง ๆ คือ
ฉันยอมให้ความจริงที่เถ้าประกาศ — ว่าฉันเป็นผงคลีดินที่ต้องการพระเมตตา — ซึมเข้าสู่หัวใจของฉันหรือไม่?

วันพุธรับเถ้าเชื้อเชิญเราให้ก้าวจาก “เครื่องหมายที่มองเห็น” ไปสู่ “การยอมมอบที่มองไม่เห็น” ซึ่งนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง เพราะการเดินทางของมหาพรตไม่ได้เริ่มที่หน้าผาก แต่เริ่มที่หัวใจ

และถ้าเราเปิดโอกาสให้พระเจ้าทรงทำงานในหัวใจนั้น — อย่างเงียบ ๆ ถ่อมตน และจริงใจ — เมื่อเถ้าจางหาย พระหรรษทานจะยังคงอยู่ และการเปลี่ยนแปลงจะเบ่งบาน.

วันศุกร์ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

อาทิตย์ที่ 6 เทศกาลธรรมดา (15 กุมภาพันธ์ 2026) พระวรสาร: มัทธิว 5:17–37

 

อาทิตย์ที่ 6 เทศกาลธรรมดา (15 กุมภาพันธ์ 2026)
พระวรสาร: มัทธิว 5:17–37
คุณพ่อ Clarence Devadass

อะไรคือสิ่งที่ทำให้คริสตชนแตกต่างจากคนอื่น? เป็นเพราะชื่อที่เราถือไว้ ไม้กางเขนที่เราสวมคอ หรือเพราะเราไปโบสถ์? สิ่งเหล่านี้เป็นเพียงเครื่องหมายภายนอก แต่ดังที่พระเยซูเจ้าทรงสอนบรรดาศิษย์ พระวรสารในวันนี้เตือนเราว่า การเป็นศิษย์ของพระองค์ไม่ใช่เรื่องของภาพลักษณ์ภายนอก พระองค์ตรัสว่า
เราบอกท่านทั้งหลายว่า ถ้าความชอบธรรมของท่านไม่ยิ่งกว่าความชอบธรรมของบรรดาธรรมาจารย์และฟาริสี ท่านจะไม่มีวันได้เข้าสู่อาณาจักรสวรรค์เลย” นี่เป็นถ้อยคำที่หนักแน่นอย่างยิ่ง

พระเยซูเจ้ากำลังบอกเราว่า ไม่มีพื้นที่สำหรับ “คริสตชนที่ไม่มีตัวตน” ความเชื่อของเราต้องมองเห็นได้ ต้องถูกนำไปปฏิบัติ และต้องเปลี่ยนแปลงชีวิตได้ ไม่เพียงพอที่จะกลมกลืนไปกับฝูงชน หรือปฏิบัติศาสนาเป็นเพียงกิจวัตร เราถูกเรียกให้เป็นเกลือและเป็นแสงสว่างของโลก

เกลือช่วยถนอมอาหารและเพิ่มรสชาติ แสงสว่างช่วยเปิดเผยและชี้นำ หากไม่มีเกลือ อาหารก็จืดชืด หากไม่มีแสง เราก็สะดุดล้มในความมืดฉันใด หากไม่มีคริสตชนที่ดำเนินชีวิตอย่างแท้จริง โลกก็จะสูญเสียรสชาติและทิศทางฉันนั้น

ลองคิดดูว่าเทคโนโลยีได้เปลี่ยนวิธีการเดินทางของเราอย่างไร ในอดีต จุดสังเกตเป็นสิ่งสำคัญในการเดินทางจากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่ง สะพาน ป้ายรถเมล์ ร้านกาแฟ และอื่น ๆ เป็นตัวชี้นำผู้เดินทาง
แต่ทุกวันนี้ เราพึ่งพา GPS และแผนที่บนหน้าจอ จุดสังเกตกลายเป็นสิ่งที่มองไม่เห็น ถึงกระนั้น พระเยซูเจ้าก็ทรงเรียกเราให้เป็น “จุดสังเกตแห่งความเชื่อ” เป็นเครื่องหมายที่มองเห็นได้ซึ่งชี้ผู้อื่นไปหาพระเจ้า

เมื่อผู้คนพบกับเรา เขาเห็นความเมตตา ความซื่อสัตย์ และความเห็นอกเห็นใจหรือไม่? คำพูดและการกระทำของเรานำเขาเข้าใกล้พระคริสต์หรือไม่? หรือว่าเรากลมกลืนกับโลกมากเสียจนไม่มีใครรู้ว่าเราเป็นผู้ติดตามพระเยซูเจ้า?

พวกฟาริสีเป็นที่รู้จักในเรื่องการปฏิบัติตามธรรมบัญญัติอย่างเคร่งครัด ภายนอกพวกเขาดูชอบธรรม แต่พระเยซูเจ้าทรงท้าทายให้เราลึกซึ้งยิ่งกว่านั้น คุณธรรมไม่ใช่เรื่องของการทำตามกฎภายนอก แต่เป็นเรื่องของหัวใจ ตัวอย่างเช่น การพูดว่า “ฉันไม่ขโมย ฉันไม่โกหก ฉันไปโบสถ์” นั้นทำได้ไม่ยาก แต่เรายกโทษให้คนที่ทำร้ายเราหรือไม่? เราดูแลคนยากจน คนโดดเดี่ยว คนชายขอบหรือไม่? เราดำเนินชีวิตอย่างซื่อตรงแม้ในเวลาที่ไม่มีใครเห็นหรือไม่?

คริสตชนไม่ได้ถูกกำหนดเพียงแค่การหลีกเลี่ยงบาปเท่านั้น แต่ถูกกำหนดโดยการแผ่รัศมีความดีงามอย่างกระตือรือร้น ความเชื่อของเราต้องเป็นมากกว่ากฎเกณฑ์ แต่ต้องมีลักษณะเด่นจากความสัมพันธ์ของเรากับพระเจ้า และกับผู้อื่น

ขอเล่าเรื่องง่าย ๆ เรื่องหนึ่ง ชายหนุ่มคนหนึ่งเคยบอกฉันว่า เขาเลิกไปโบสถ์เพราะรู้สึกว่าคริสตชนก็ไม่ต่างจากคนทั่วไป เขาเห็นการนินทา ความเห็นแก่ตัว และความเฉยเมย
แต่วันหนึ่ง เพื่อนบ้านของเขาซึ่งเป็นหญิงชรานำอาหารมาให้เมื่อเขาป่วยจนออกจากบ้านไม่ได้ เธอไม่เพียงนำอาหารมาให้ แต่ยังนั่งฟังปัญหาของเขา การกระทำเล็ก ๆ แห่งความรักนั้นได้จุดประกายความเชื่อของเขาขึ้นมาใหม่ เธอเป็นเกลือและเป็นแสงสว่าง เธอไม่ได้เทศน์ด้วยคำพูด แต่เทศน์ด้วยชีวิต และนั่นสร้างความแตกต่างอย่างยิ่ง

เราก็ถูกเรียกให้เป็นพยานเช่นนั้น ในที่ทำงาน ในครอบครัว และในชุมชน เราต้องเป็นจุดสังเกตแห่งความรักของพระเจ้า เมื่อผู้อื่นหลงทาง เขาควรมองมาที่เราแล้วพบหนทาง

พระเยซูเจ้าทรงชัดเจนว่า ความเชื่อไม่สามารถซ่อนไว้ได้ เราไม่สามารถเป็นคริสตชนที่ไม่มีตัวตนซึ่งเก็บความเชื่อไว้เป็นเรื่องส่วนตัวและมองไม่เห็น โลกของเรากำลังหิวกระหายความแท้จริง หิวกระหายผู้คนที่ดำเนินชีวิตตามสิ่งที่เขาประกาศ

การเป็นคริสตชนหมายถึงการโดดเด่น ไม่ใช่เพื่อความหยิ่งยโส แต่เพื่อการรับใช้ เพื่อพันธกิจ หมายถึงการกล้าหาญพอที่จะให้อภัยเมื่อคนอื่นยังผูกใจเจ็บ กล้าที่จะพูดความจริงเมื่อคนอื่นนิ่งเงียบ กล้าที่จะแสดงความเมตตาเมื่อคนอื่นหันหลังให้

เมื่อเราเข้าใกล้วันพุธรับเถ้าและเทศกาลมหาพรต ข้อความนี้ยิ่งเร่งด่วนมากขึ้น มหาพรตเป็นเวลาของการฟื้นฟู การละทิ้งสิ่งผิวเผิน และการทำให้คุณธรรมของเราลึกซึ้งยิ่งกว่าภายนอก
เถ้าที่เราจะได้รับไม่ใช่เพียงสัญลักษณ์ แต่เป็นเครื่องเตือนใจว่าความเชื่อของเราต้องถูกดำเนินอย่างจริงใจ ด้วยความถ่อมตนและความรัก

มหาพรตเชื้อเชิญให้เราเป็นเกลือและเป็นแสงสว่างในโลกที่มักเลือกความมืดและความจืดชืด เป็นฤดูกาลที่เราจะอุทิศตนใหม่ต่อการภาวนา การจำศีลอดอาหาร และการทำทาน ไม่ใช่ในฐานะพิธีกรรมที่ว่างเปล่า แต่เป็นหนทางที่จะทำให้เราเป็นจุดสังเกตที่มองเห็นได้ของพระอาณาจักรของพระเจ้า

ฉันเป็นจุดสังเกตแห่งความเชื่อในครอบครัว ที่ทำงาน และในชุมชนหรือไม่?
สารของพระวรสารวันนี้ชัดเจนมาก — ไม่มีที่สำหรับคริสตชนที่ไม่มีตัวตน โลกต้องการให้เราเปล่งแสง ขอให้เราเป็นจุดสังเกตที่มีชีวิตแห่งพระอาณาจักรของพระเจ้า.



วันเสาร์ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

วันอาทิตย์ที่ 5 เทศกาลธรรมดา (8 กุมภาพันธ์ 2026) พระวรสารเพื่อการรำพึง: มัทธิว 5:13–16

 

วันอาทิตย์ที่ 5 เทศกาลธรรมดา (8 กุมภาพันธ์ 2026)
พระวรสารเพื่อการรำพึง: มัทธิว 5:13–16
คุณพ่อ Clarence Devadass

หลังจากที่พระเยซูเจ้าทรงตรัสกับบรรดาศิษย์เกี่ยวกับความสุขแท้ของการเป็นศิษย์ พระองค์ก็ทรงตรัสอย่างชัดเจนต่อไปถึงอัตลักษณ์และพันธกิจของเรา พระองค์ไม่ได้เสนอเป็นเพียงคำแนะนำหรือความเป็นไปได้ พระองค์ไม่ได้ตรัสว่า “ท่านอาจจะกลายเป็นเกลือ” หรือ “ลองพยายามเป็นแสงสว่างดู” แต่พระองค์ทรงประกาศอย่างหนักแน่นว่าเป็นความจริงว่า
ท่านทั้งหลายเป็นเกลือของแผ่นดิน ท่านทั้งหลายเป็นแสงสว่างของโลก”
ถ้อยคำนี้เป็นทั้งของประทานและความรับผิดชอบ มันเปิดเผยไม่เพียงว่าเราเป็นใครในพระคริสตเจ้า แต่ยังบอกด้วยว่าเราถูกเรียกให้ดำเนินชีวิตในโลกนี้อย่างไร

ในสมัยของพระเยซูเจ้า เกลือเป็นสิ่งมีค่า มันช่วยถนอมอาหารไม่ให้เน่าเสีย และเพิ่มรสชาติให้สิ่งที่จืดชืด แสงสว่างช่วยขจัดความมืด เปิดเผยสิ่งที่ซ่อนอยู่ และนำทางผู้เดินทางให้เห็นหนทาง ด้วยภาพเปรียบเทียบนี้ พระเยซูเจ้าทรงสอนว่าศิษย์ของพระองค์ต้องดำเนินชีวิตอย่างไรในโลกที่มักเต็มไปด้วยความเสื่อม ความสับสน และความเท็จ

แต่เราต้องซื่อสัตย์กับตนเอง ทุกวันนี้แสงไฟหลายดวงเริ่มริบหรี่ หลายคนสูญเสียความเค็มของเกลือไปแล้ว สิ่งล่อลวงของวัตถุนิยม ความทะเยอทะยานเพื่อตนเอง ความกลัว และความเฉยเมย สามารถค่อย ๆ บั่นทอนพยานชีวิตคริสตชนของเรา แทนที่เราจะเปลี่ยนแปลงโลก เรากลับกลมกลืนไปกับโลก นี่จึงเป็นเหตุผลว่าพระวรสารตอนนี้ไม่เพียงให้ความอบอุ่นใจ แต่ยังเป็นความท้าทายด้วย

เกลือมีหน้าที่ถนอมรักษา
ในโลกที่ความไม่ซื่อสัตย์และการคอร์รัปชันแพร่กระจายได้ง่าย คริสตชนถูกเรียกให้รักษาความซื่อตรง ลองคิดถึงสถานที่ทำงาน เมื่อการติดสินบน การโกง หรือทางลัดที่ผิดจริยธรรมถูกมองว่าเป็นเรื่องปกติ ศิษย์ของพระคริสต์ต้องเลือกหนทางที่แตกต่าง การปฏิเสธที่จะมีส่วนร่วมในการทุจริต แม้ต้องสูญเสียโอกาสหรือผลกำไร นั่นคือการรักษาศักดิ์ศรีของงานและเป็นพยานถึงความจริง ความซื่อตรงเงียบ ๆ คือเกลือที่ทรงพลัง

แต่เกลือยังเพิ่มรสชาติด้วย
ความเชื่อของเราควรนำความยินดี ความหวัง และความหมายมาสู่คนรอบข้าง คริสตชนที่ดำเนินชีวิตด้วยความเมตตา ความอดทน ความเอื้อเฟื้อ และการให้อภัย ทำให้ชีวิตของผู้อื่นงดงามยิ่งขึ้น เราแสดงให้เห็นว่าพระวรสารไม่ใช่ภาระ แต่เป็นพระพร ไม่ใช่สิ่งที่ดูดความสุขไป แต่เป็นสิ่งที่ทำให้ความสุขลึกซึ้งยิ่งขึ้น

แสงสว่างก็มีพันธกิจเช่นกัน
แสงสว่างเปิดเผยความจริง ในวัฒนธรรมที่เต็มไปด้วยคำโกหก มีความจริงแค่ครึ่งเดียว ข่าวลือ และข้อมูลที่บิดเบือน คริสตชนต้องเป็นผู้ซื่อสัตย์ การพูดความจริงด้วยความรัก แม้จะไม่สบายใจหรือไม่เป็นที่นิยม คือการส่องแสงของพระคริสต์

แสงสว่างยังทำหน้าที่นำทาง เมื่อผู้อื่นหลงทาง ท้อแท้ หรือสับสน การมีอยู่ของเราสามารถช่วยเขาพบหนทางได้ บ่อยครั้งสิ่งนี้ไม่ต้องการการกระทำยิ่งใหญ่ เพียงหูที่พร้อมฟัง คำพูดให้กำลังใจ หรือการไปเยี่ยมผู้ที่รู้สึกถูกลืม การกระทำเล็ก ๆ เหล่านี้สามารถกลายเป็นลำแสงในความมืดของใครบางคนได้

พระเยซูเจ้าทรงเตือนเราอย่าซ่อนแสงนี้ไว้ใต้ถัง ความเชื่อของเราไม่อาจจำกัดอยู่แค่พิธีมิสซาวันอาทิตย์เท่านั้น แต่ต้องปรากฏให้เห็นในตัวเลือกประจำวัน การสนทนา และความสัมพันธ์ของเรา

ในชีวิตครอบครัว พ่อแม่เป็นเกลือเมื่อสอนลูกให้ซื่อสัตย์ ให้ความเคารพ และมีความเมตตา แม้สังคมจะส่งเสริมความเห็นแก่ตัว แสงสว่างส่องเมื่อครอบครัวภาวนาร่วมกัน ให้อภัยกัน และต้อนรับผู้อื่นด้วยน้ำใจ

ในสถานที่ทำงาน เราเป็นเกลือเมื่อทำงานอย่างสุจริต ปฏิบัติต่อเพื่อนร่วมงานอย่างยุติธรรม และปฏิเสธการมีส่วนร่วมในความอยุติธรรม เราเป็นแสงสว่างเมื่อให้กำลังใจเพื่อนร่วมงาน ยืนหยัดเพื่อผู้ที่ถูกเอาเปรียบ และเป็นผู้นำด้วยแบบอย่าง

ในสังคม คริสตชนถูกเรียกให้เป็นเกลือโดยการมีส่วนร่วมในชีวิตพลเมืองอย่างรับผิดชอบ สนับสนุนสิ่งที่ปกป้องคนยากจนและผู้เปราะบาง และปฏิเสธสิ่งที่เอาเปรียบหรือลดคุณค่าความเป็นมนุษย์ เราส่องแสงเมื่อเราอาสาช่วยเหลือ เรียกร้องความยุติธรรม และปกป้องศักดิ์ศรีของชีวิตมนุษย์ทุกคน

พระเยซูเจ้าทรงสรุปด้วยจุดประสงค์ที่ชัดเจนว่า
จงให้ความสว่างของท่านส่องต่อหน้ามนุษย์ เพื่อเขาจะได้เห็นความดีที่ท่านทำ และสรรเสริญพระบิดาของท่านผู้สถิตในสวรรค์”
เป้าหมายไม่ใช่การยกย่องตนเอง แต่เป็นพระสิริรุ่งโรจน์ของพระเจ้า

โลกต้องการคริสตชนที่ไม่ยอมให้แสงของตนริบหรี่ ศิษย์ที่รักษาความจริง เติมรสชาติชีวิตด้วยความยินดี และส่องแสงด้วยแสงของพระคริสต์ ให้เราทูลขอพระเจ้าให้ทรงจุดไฟในใจเราอีกครั้ง คืนความเค็มให้กับชีวิตเรา และประทานความกล้า เพื่อให้ชีวิตประจำวันของเราประกาศพระวรสาร และนำผู้อื่นให้ถวายพระเกียรติแด่พระบิดาของเราในสวรรค์.