วันอาทิตย์ที่ 25 เทศกาลธรรมดา (20 กันยายน 2026)
พระวรสาร: มัทธิว 20:1-16
คุณพ่อ Clarence Devadass
ทุกวันนี้ ดูเหมือนว่าโลกกำลังส่งสารบางอย่างมาถึงเราอย่างต่อเนื่องว่า “สิ่งที่คุณมีอยู่นั้นยังไม่เพียงพอ”
เพียงสัปดาห์ที่ผ่านมา เราก็ได้เห็นสารนี้อีกครั้งจากโฆษณาที่ปรากฏอย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับ iPhone 18 รุ่นใหม่
โฆษณาทุกชิ้นได้รับการออกแบบมาอย่างพิถีพิถัน เพื่อทำให้เรารู้สึกว่าสิ่งที่เรามีอยู่นั้นล้าสมัยไปแล้ว ชีวิตของเรายังขาดอะไรบางอย่าง และความสุขอยู่ห่างจากเราเพียงแค่การอัปเกรดเป็นรุ่นใหม่เท่านั้น
สารที่โฆษณาเหล่านี้กำลังบอกเรานั้นดูเหมือนไม่มีอะไร แต่กลับมีพลังอย่างมาก นั่นคือ “คุณต้องมีมากกว่านี้ คุณสมควรได้รับสิ่งที่ดีกว่านี้ สิ่งที่คุณมีอยู่ยังไม่เพียงพอ”
และนี่เองคือจุดที่ความอิจฉาค่อย ๆ แทรกซึมเข้ามาในจิตใจของเราอย่างเงียบ ๆ
ความอิจฉาไม่ได้แสดงตัวออกมาอย่างโจ่งแจ้งเสมอไป แต่มันมักกระซิบอยู่ภายในใจของเรา มันบอกเราว่า คนอื่นมีมากกว่าเรา ชีวิตของเขาดีกว่าของเรา สิ่งของที่เขามีใหม่กว่าของเรา ความสำเร็จของเขายิ่งใหญ่กว่าของเรา และดูเหมือนว่าเรากำลังตามคนอื่นไม่ทัน
ทีละเล็กทีละน้อย ความสนใจของเราจึงเปลี่ยนจากการเห็นคุณค่าของสิ่งที่เรามี ไปเป็นความกังวลถึงสิ่งที่เราคิดว่าเรายังขาดอยู่
และเมื่อเราเปรียบเทียบตนเองกับผู้อื่นอยู่ตลอดเวลา แม้แต่พระพรที่เรามีอยู่ ก็อาจเริ่มดูเหมือนเป็นสิ่งที่ยังไม่เพียงพอ
นี่คือสิ่งที่เราพบอย่างชัดเจนในพระวรสารวันนี้จากนักบุญมัทธิว ในเรื่องอุปมาคนงานในสวนองุ่น
เจ้าของสวนออกไปจ้างคนงานในช่วงเวลาที่แตกต่างกันของวัน บางคนเริ่มทำงานตั้งแต่เช้าตรู่ บางคนถูกจ้างในเวลาต่อมา และบางคนเพิ่งถูกจ้างในชั่วโมงสุดท้ายของวัน
แต่เมื่อสิ้นสุดวัน คนงานทุกคนกลับได้รับค่าจ้างเท่ากัน คือคนละหนึ่งเหรียญเดนาริอัน
คนงานที่ทำงานมาตลอดทั้งวันจึงรู้สึกไม่พอใจ พวกเขาทำงานมานานกว่า จึงคาดหวังว่าตนเองน่าจะได้รับค่าจ้างมากกว่าคนอื่น
แต่เจ้าของสวนเตือนพวกเขาว่า พวกเขาได้รับค่าจ้างตามจำนวนที่ได้ตกลงกันไว้แล้วทุกประการ จากนั้นเจ้าของสวนจึงถามคำถามที่ท้าทายใจพวกเขาว่า
“ท่านอิจฉาเพราะเราใจดีหรือ?”
ปัญหาของคนงานเหล่านั้นไม่ได้อยู่ที่ว่าพวกเขาถูกเอาเปรียบหรือได้รับค่าจ้างอย่างไม่เป็นธรรม เพราะพวกเขาได้รับทุกสิ่งตามที่ได้ตกลงกันไว้แล้ว
ปัญหาที่แท้จริงคือ พวกเขาหันไปมองสิ่งที่คนอื่นได้รับ แล้วปล่อยให้การเปรียบเทียบกับผู้อื่นเป็นตัวกำหนดความรู้สึกที่พวกเขามีต่อสิ่งที่ตนเองได้รับ
เรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นกับเราบ่อยเพียงใด?
เราอาจรู้สึกขอบคุณสำหรับบ้านที่เรามี จนกระทั่งเราได้เห็นบ้านของคนอื่น
เราอาจมีความสุขกับงานของเรา จนกระทั่งเราได้ยินว่าคนอื่นได้รับการเลื่อนตำแหน่ง
เราอาจพอใจกับสิ่งของที่เรามี จนกระทั่งมีสินค้ารุ่นใหม่กว่าออกมา
เราอาจรู้สึกขอบคุณสำหรับครอบครัวของเรา จนกระทั่งเราเริ่มเปรียบเทียบชีวิตของเรากับครอบครัวของคนอื่นที่ดูเหมือนว่าจะสมบูรณ์แบบ
การเปรียบเทียบมีพลังบางอย่างที่น่าประหลาด เพราะมันสามารถเปลี่ยนความรู้สึกขอบคุณให้กลายเป็นความไม่พอใจได้
พระเยซูเจ้าไม่ได้กำลังสอนเราว่า การมีความทะเยอทะยานเป็นสิ่งผิด หรือเราควรหยุดทำงานหนัก หยุดพัฒนาตนเอง หรือหยุดแสวงหาสิ่งดี ๆ ในชีวิต
การต้องการพัฒนาตนเองและเติบโตขึ้นไม่ใช่สิ่งผิด
อันตรายเริ่มต้นขึ้นเมื่อคำว่า “มากขึ้น” กลายเป็นเครื่องวัดความสุขของเรา และเมื่อสิ่งที่เรามีอยู่ไม่เคยเพียงพอสำหรับเราอีกต่อไป
เมื่อการมีสิ่งของกลายเป็นความหมกมุ่น เราอาจจดจ่ออยู่กับสิ่งต่อไปที่เราต้องการมากเสียจนมองไม่เห็นสิ่งที่พระเจ้าได้ทรงมอบไว้ในมือของเราแล้ว
เรามองข้ามพระพรต่าง ๆ ที่เราได้รับอย่างง่ายดาย ไม่ว่าจะเป็นสุขภาพ บ้านที่เราอาศัยอยู่ อาหารบนโต๊ะ งานที่มีความหมาย มิตรภาพ ครอบครัว และผู้คนที่รักเรา
บางครั้ง เราเพิ่งตระหนักว่าสิ่งเหล่านี้มีคุณค่ามากเพียงใด ก็ต่อเมื่อสิ่งนั้นถูกพรากไปจากเราแล้ว
เมื่อคนที่เรารักไม่ได้อยู่เคียงข้างเราอีกต่อไป เมื่อสถานการณ์ในชีวิตของเราเปลี่ยนแปลงไป หรือเมื่อเราสูญเสียบางสิ่งที่ครั้งหนึ่งเราเคยมองว่าเป็นเรื่องธรรมดา เมื่อนั้นเองเราจึงค้นพบว่า สิ่งที่เราเคยคิดว่าเป็นเรื่องธรรมดานั้น แท้จริงแล้วคือ “ของขวัญ”
พระวรสารวันนี้เชื้อเชิญให้เรามองชีวิตของเราในมุมมองที่แตกต่างออกไป ไม่ใช่มองผ่านสายตาของโฆษณา ไม่ใช่มองผ่านการเปรียบเทียบ และไม่ใช่มองผ่านความอิจฉา แต่มองชีวิตผ่านสายตาแห่งพระหรรษทาน
ทุกลมหายใจคือของขวัญ
ทุกความสัมพันธ์คือของขวัญ
ทุกวันที่เราได้รับคือของขวัญ
พระหรรษทานของพระเจ้าไม่ใช่สิ่งที่เราได้รับเพราะเราหามาได้ หรือเพราะเราสมควรจะได้รับ แต่เป็นสิ่งที่พระเจ้าประทานแก่เราอย่างใจกว้าง
ในสัปดาห์นี้ ทุกครั้งที่เราพบว่าตนเองกำลังเปรียบเทียบชีวิตของเรากับชีวิตของคนอื่น ขอให้เราหยุดสักครู่หนึ่งและขอบพระคุณพระเจ้า
แทนที่จะถามว่า
“ทำไมฉันจึงไม่มีเหมือนที่เขามี?”
บางทีเราควรถามว่า
“ข้าแต่พระเจ้า ลูกได้มองเห็นสิ่งที่พระองค์ทรงมอบให้แก่ลูกแล้วหรือยัง?”
อย่าให้เราวัดคุณค่าของตนเองจากสิ่งที่เราครอบครอง จากความสำเร็จที่เราได้รับ หรือจากการเปรียบเทียบตนเองกับผู้อื่น
เพราะในความใจกว้างของพระเจ้า เราอาจค้นพบว่า สิ่งที่เราเคยเรียกว่า “ยังไม่เพียงพอ” นั้น แท้จริงแล้วเป็น “พระหรรษทาน” ที่พระองค์ประทานแก่เรามาตลอด
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น