วันอาทิตย์ที่ 29 เทศกาลธรรมดา
(18 ตุลาคม ค.ศ. 2026)
วันอาทิตย์แพร่ธรรมสากล
พระวรสาร: มัทธิว 22:15-21
คุณพ่อคลาเรนซ์ เดวาดาส (Fr. Clarence
Devadass)
พระวรสารในวันอาทิตย์นี้มีประเด็นสำคัญอยู่ที่คำถามข้อหนึ่งว่า
“เป็นการถูกต้องตามธรรมบัญญัติหรือไม่ที่จะเสียภาษีให้แก่จักรพรรดิซีซาร์?”
แต่พระเยซูเจ้าทรงทราบดีว่า นี่ไม่ใช่คำถามที่เกิดจากความต้องการรู้คำตอบอย่างแท้จริง
หากแต่เป็นกับดักที่พวกเขาวางไว้เพื่อจับผิดพระองค์ พระเยซูเจ้าจึงตรัสตอบด้วยถ้อยคำที่เราคุ้นเคยกันดีว่า
“ของของซีซาร์ จงคืนให้ซีซาร์ และของของพระเจ้า ก็จงคืนให้พระเจ้า”
ในโอกาสวันอาทิตย์แพร่ธรรมสากลนี้ เราอาจลองตั้งคำถามอีกข้อหนึ่งว่า
“อะไรบ้างที่เป็นของพระเจ้า?” คำตอบสั้น ๆ ก็คือ
“ทุกสิ่งทุกอย่าง”
ชีวิตของเราเป็นของพระเจ้า พระพรและความสามารถต่าง
ๆ ที่เราได้รับล้วนเป็นของพระเจ้า เวลาที่เรามีก็เป็นของพระเจ้า แม้แต่พันธกิจของพระศาสนจักรเอง
ในที่สุดแล้วก็ไม่ได้เป็นของเรา เพราะพันธกิจทั้งหมดเป็นของพระเจ้า
บางครั้งเรามักพูดถึง “พันธกิจของเรา”
เช่น งานอภิบาลในวัดของฉัน งานแพร่ธรรมของฉัน หรืองานที่ฉันรับผิดชอบในพระศาสนจักร
แต่ก่อนที่พันธกิจเหล่านี้จะเป็นของเรา พันธกิจเหล่านั้นเป็นของพระเจ้ามาก่อนแล้ว พระเจ้าทรงทำงานอยู่ในโลกนี้เสมอ
และพระองค์ทรงเชื้อเชิญให้เราเข้ามามีส่วนร่วมในสิ่งที่พระองค์กำลังทรงกระทำอยู่ การเชื้อเชิญนี้ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ
เราแต่ละคนได้รับเลือกให้มีส่วนร่วมในพันธกิจของพระเจ้า
แล้ว “สนามแพร่ธรรม” ของเราอยู่ที่ไหน?
สำหรับพวกเราส่วนใหญ่ สนามแพร่ธรรมก็คือครอบครัวของเรา
สถานที่ทำงาน โรงเรียน ละแวกบ้าน หมู่คณะ และวัดที่เราเป็นสมาชิกอยู่ สถานที่เหล่านี้ล้วนเป็นสนามแพร่ธรรมของเราทั้งสิ้น
การแพร่ธรรมไม่ได้หมายความว่าเราจะต้องเดินทางไปยังประเทศอื่นเสมอไป
ไม่ได้หมายความว่าเราจะต้องยืนอยู่บนธรรมาสน์เพื่อเทศน์สอน หรือกระทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่และพิเศษเหนือธรรมดาเสมอไป
การแพร่ธรรมต้องเริ่มต้นจากสิ่งธรรมดา ๆ ในชีวิตประจำวัน
บางครั้ง การแพร่ธรรมก็เป็นเพียงวิธีที่เราปฏิบัติต่อคนที่นั่งอยู่ข้าง
ๆ เรา เมื่อเราพูดจาต่อกันด้วยความเคารพ นั่นก็คือการแพร่ธรรม
เมื่อเราอดทนต่อคนที่เข้ากับเราได้ยาก นั่นก็คือการแพร่ธรรม
เมื่อเราสังเกตเห็นใครบางคนที่กำลังโดดเดี่ยว และยอมสละเวลาเพื่อรับฟังเขา
นั่นก็คือการแพร่ธรรม
เมื่อเราไม่ยอมร่วมวงนินทาผู้อื่น เมื่อเราให้อภัย
เมื่อเราแสดงความเห็นอกเห็นใจต่อคนที่กำลังเผชิญความยากลำบาก เมื่อเราต้อนรับคนแปลกหน้า
หรือเมื่อเราดูแลเอาใจใส่คนที่ไม่สามารถตอบแทนอะไรแก่เราได้เลย สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นการแพร่ธรรมทั้งสิ้น
หัวข้อวันอาทิตย์แพร่ธรรมสากลในปีนี้คือ
“เป็นหนึ่งเดียวในพระคริสตเจ้า ร่วมเป็นหนึ่งเดียวกันในพันธกิจ”
(One in Christ, United in Mission) หัวข้อนี้เตือนใจเราว่า ความเป็นหนึ่งเดียวกันของเราไม่ได้หมายความเพียงว่า
ทุกคนจะต้องมีความคิดเห็นตรงกันเท่านั้น แต่เราเป็นหนึ่งเดียวกันเพราะเราทุกคนเป็นของพระคริสตเจ้า
และการเป็นหนึ่งเดียวกันในพระคริสตเจ้านั้น มีความหมายลึกซึ้งยิ่งกว่าการยึดมั่นในคำสอนเดียวกัน
เพราะหมายถึงการเรียนรู้ที่จะดำเนินชีวิตตามแบบอย่างของพระคริสตเจ้า
พระเยซูเจ้าไม่ได้เพียงแต่สอนให้เรามีความเมตตากรุณา
แต่พระองค์ทรงแสดงความเมตตากรุณาให้เห็นด้วยการกระทำ
พระองค์ไม่ได้เพียงแต่ตรัสสอนเรื่องการให้อภัย แต่พระองค์ทรงให้อภัยผู้อื่นอย่างแท้จริง
พระองค์ไม่ได้เพียงแต่ตรัสถึงการต้อนรับผู้อื่น แต่พระองค์ทรงต้อนรับผู้คนที่สังคมทอดทิ้งและผลักไสออกไป
พระองค์ไม่ได้เพียงแต่สอนให้เรารัก แต่พระองค์ทรงมอบพระองค์เองด้วยความรัก
นี่แหละคือพันธกิจที่เราได้รับมอบหมาย
โลกในทุกวันนี้ไม่ได้ต้องการเพียงคริสตชนที่มีความรู้เกี่ยวกับพระคริสตเจ้ามากขึ้นเท่านั้น
แต่โลกต้องการคริสตชนที่ดำเนินชีวิตจนผู้อื่นสามารถมองเห็นพระคริสตเจ้าได้ในตัวพวกเขา
ดังนั้น ในวันนี้ บางทีเราอาจไม่จำเป็นต้องถามตัวเองว่า
“ฉันจะทำสิ่งยิ่งใหญ่อะไรได้บ้างเพื่อช่วยงานแพร่ธรรม?”
แต่ควรเปลี่ยนมาถามว่า “ข้าแต่พระเจ้า
วันนี้พระองค์ทรงส่งข้าพเจ้าไปพบใคร?”
พันธกิจเป็นของพระเจ้า และจากผู้คนมากมาย พระองค์ทรงเลือกเราให้เป็นผู้สานต่อพันธกิจของพระองค์
ขอให้เราเป็นหนึ่งเดียวกันในพระคริสตเจ้า ไม่ใช่เพียงเป็นหนึ่งเดียวกันในความเชื่อเท่านั้น
แต่เป็นหนึ่งเดียวกันในความรัก เป็นหนึ่งเดียวกันในความเมตตากรุณา และเป็นหนึ่งเดียวกันในวิถีการดำเนินชีวิตของเรา
เพราะบางครั้ง การเป็นธรรมทูตที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเรา
อาจเป็นเพียงการดำเนินชีวิตในลักษณะที่ทำให้ผู้อื่นได้พบกับพระคริสตเจ้า ผ่านการพบปะและสัมผัสกับพระคริสตเจ้าที่ประทับอยู่ในตัวเรา

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น