วันอังคารที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

วันพุธรับเถ้า (18 กุมภาพันธ์ 2026) เทศกาลมหาพรตไม่ได้เริ่มที่หน้าผาก แต่เริ่มที่หัวใจ

 


วันพุธรับเถ้า (18 กุมภาพันธ์ 2026)
เทศกาลมหาพรตไม่ได้เริ่มที่หน้าผาก แต่เริ่มที่หัวใจ

ทุกปีในวันพุธรับเถ้า โบสถ์จะเต็มไปด้วยผู้คน หลายคนที่ไม่ได้มานานเป็นเดือนก็มาในวันนี้ และบางคนอาจจะไม่กลับมาอีกจนถึงวันปัสกา แล้วอะไรที่ดึงดูดผู้คนมากมายให้มารับเถ้า?

ในโลกที่เต็มไปด้วยความวุ่นวายและความแตกกระจาย ผู้คนยังคงโหยหาสัญลักษณ์ที่จับต้องได้ ซึ่งสื่อความจริงลึกซึ้งของชีวิต เถ้าไม่ได้มีพลังวิเศษ ไม่ใช่ทางลัดฝ่ายจิต และไม่ใช่ประกันว่าจะพ้นจากบาป แต่มันคือ “เครื่องหมาย” และบางครั้ง เครื่องหมายก็มีความหมายอย่างยิ่ง

ในโลกที่หมกมุ่นกับความสำเร็จ การควบคุม และการพึ่งพาตนเอง เรากลับก้าวออกไปรับฟังถ้อยคำที่สวนกระแสโลกอย่างสิ้นเชิงว่า
จงระลึกว่าเจ้ามาจากผงคลีดิน และจะกลับไปเป็นผงคลีดินอีก”

ถ้อยคำนี้สะท้อนจากหนังสือปฐมกาล มันหยุดยั้งภาพลวงตาในใจเรา และท้าทายความหยิ่งผยองของเรา มันกระซิบบางสิ่งที่เรามักพยายามหลีกเลี่ยงตลอดชีวิตว่า
คุณไม่ใช่พระเจ้า คุณเป็นเพียงผงคลีดิน และคุณก็ยังเป็นผู้ที่ถูกรัก

เถ้าทำให้เรา “เห็น” และ “รู้สึก” ถึงสิ่งที่ปกติเราไม่อยากคิด นั่นคือ ความตาย ความเปราะบาง และความต้องการพระเมตตา แต่ในวันนี้ก็มีอันตรายอย่างหนึ่ง คือการที่บางคนใส่ใจมากเกินไปกับความชัดหรือความสวยงามของกางเขนที่หน้าผาก จนกังวลว่ามันไม่สมบูรณ์

กางเขนเถ้าถูกออกแบบมาให้เลือนหาย พอตกค่ำมันก็จะเลอะเลือน และวันรุ่งขึ้นก็จะหายไป นั่นอาจเป็นส่วนหนึ่งของบทเรียน เครื่องหมายภายนอกจางหาย เพื่อให้งานภายในเริ่มต้น กางเขนที่สำคัญที่สุดไม่ใช่กางเขนบนหน้าผาก แต่คือกางเขนที่ถูกจารึกไว้ในหัวใจ

พระเยซูเจ้าทรงเตือนเราเรื่องนี้ในพระวรสารนักบุญมัทธิว บทที่ 6 เมื่อทรงสอนเรื่องการภาวนา การอดอาหาร และการทำทาน พระองค์ทรงเตือนไม่ให้เราทำความชอบธรรมเพียงเพื่อให้ผู้อื่นเห็น เป็นไปได้ที่เราจะรับเถ้าแล้วก็ยังไม่เปลี่ยนแปลงอะไรเลย

เป็นไปได้ที่จะงดช็อกโกแลต แต่ยังเก็บความขุ่นเคืองและการไม่ให้อภัยไว้ งดโซเชียลมีเดีย แต่ยังหลงเลี้ยงความหยิ่งและความเห็นแก่ตัว งดเนื้อสัตว์ แต่ยังบำรุงความอิจฉา ความโกรธ และความใจร้อน มหาพรตจึงไม่ใช่ไดเอ็ตฝ่ายจิต ไม่ใช่แผนพัฒนาตนเองแบบทำเองได้ แต่คือช่วงเวลาแห่งการยอมมอบตน ยอมมอบหัวใจที่แข็งกระด้างให้พระเจ้า เพื่อพระองค์จะได้เปลี่ยนแปลงเราจากภายใน

ตลอดประวัติศาสตร์แห่งความรอด พระเจ้าทรงใช้เครื่องหมายภายนอกเพื่อสื่อพระหรรษทานภายใน ในพันธสัญญาเดิม ผู้คนสวมเสื้อผ้ากระสอบและโรยเถ้าเป็นสัญลักษณ์แห่งการกลับใจ เถ้าไม่ได้รับประกันการเปลี่ยนแปลง แต่มันเป็น “จุดเริ่มต้น”

มหาพรตไม่ใช่การพิสูจน์ความเข้มแข็งของเราผ่านการเสียสละ แต่คือการยอมรับความอ่อนแอ และเปิดพื้นที่ให้พระเจ้าทรงทำงานในความอ่อนแอนั้น

คำถามที่แท้จริงในวันนี้จึงไม่ใช่ว่า
ฉันไปรับเถ้ามาหรือยัง?”
และไม่ใช่ว่า
กางเขนบนหน้าผากฉันวาดสวยไหม?”

ไม่ว่ามันจะเป็นกางเขนหนา กางเขนบาง รอยเปื้อนเล็ก ๆ หรือแทบจะเลือนหายไปแล้ว นั่นไม่ใช่ประเด็นสำคัญ

คำถามที่สำคัญจริง ๆ คือ
ฉันยอมให้ความจริงที่เถ้าประกาศ — ว่าฉันเป็นผงคลีดินที่ต้องการพระเมตตา — ซึมเข้าสู่หัวใจของฉันหรือไม่?

วันพุธรับเถ้าเชื้อเชิญเราให้ก้าวจาก “เครื่องหมายที่มองเห็น” ไปสู่ “การยอมมอบที่มองไม่เห็น” ซึ่งนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง เพราะการเดินทางของมหาพรตไม่ได้เริ่มที่หน้าผาก แต่เริ่มที่หัวใจ

และถ้าเราเปิดโอกาสให้พระเจ้าทรงทำงานในหัวใจนั้น — อย่างเงียบ ๆ ถ่อมตน และจริงใจ — เมื่อเถ้าจางหาย พระหรรษทานจะยังคงอยู่ และการเปลี่ยนแปลงจะเบ่งบาน.

วันศุกร์ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

อาทิตย์ที่ 6 เทศกาลธรรมดา (15 กุมภาพันธ์ 2026) พระวรสาร: มัทธิว 5:17–37

 

อาทิตย์ที่ 6 เทศกาลธรรมดา (15 กุมภาพันธ์ 2026)
พระวรสาร: มัทธิว 5:17–37
คุณพ่อ Clarence Devadass

อะไรคือสิ่งที่ทำให้คริสตชนแตกต่างจากคนอื่น? เป็นเพราะชื่อที่เราถือไว้ ไม้กางเขนที่เราสวมคอ หรือเพราะเราไปโบสถ์? สิ่งเหล่านี้เป็นเพียงเครื่องหมายภายนอก แต่ดังที่พระเยซูเจ้าทรงสอนบรรดาศิษย์ พระวรสารในวันนี้เตือนเราว่า การเป็นศิษย์ของพระองค์ไม่ใช่เรื่องของภาพลักษณ์ภายนอก พระองค์ตรัสว่า
เราบอกท่านทั้งหลายว่า ถ้าความชอบธรรมของท่านไม่ยิ่งกว่าความชอบธรรมของบรรดาธรรมาจารย์และฟาริสี ท่านจะไม่มีวันได้เข้าสู่อาณาจักรสวรรค์เลย” นี่เป็นถ้อยคำที่หนักแน่นอย่างยิ่ง

พระเยซูเจ้ากำลังบอกเราว่า ไม่มีพื้นที่สำหรับ “คริสตชนที่ไม่มีตัวตน” ความเชื่อของเราต้องมองเห็นได้ ต้องถูกนำไปปฏิบัติ และต้องเปลี่ยนแปลงชีวิตได้ ไม่เพียงพอที่จะกลมกลืนไปกับฝูงชน หรือปฏิบัติศาสนาเป็นเพียงกิจวัตร เราถูกเรียกให้เป็นเกลือและเป็นแสงสว่างของโลก

เกลือช่วยถนอมอาหารและเพิ่มรสชาติ แสงสว่างช่วยเปิดเผยและชี้นำ หากไม่มีเกลือ อาหารก็จืดชืด หากไม่มีแสง เราก็สะดุดล้มในความมืดฉันใด หากไม่มีคริสตชนที่ดำเนินชีวิตอย่างแท้จริง โลกก็จะสูญเสียรสชาติและทิศทางฉันนั้น

ลองคิดดูว่าเทคโนโลยีได้เปลี่ยนวิธีการเดินทางของเราอย่างไร ในอดีต จุดสังเกตเป็นสิ่งสำคัญในการเดินทางจากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่ง สะพาน ป้ายรถเมล์ ร้านกาแฟ และอื่น ๆ เป็นตัวชี้นำผู้เดินทาง
แต่ทุกวันนี้ เราพึ่งพา GPS และแผนที่บนหน้าจอ จุดสังเกตกลายเป็นสิ่งที่มองไม่เห็น ถึงกระนั้น พระเยซูเจ้าก็ทรงเรียกเราให้เป็น “จุดสังเกตแห่งความเชื่อ” เป็นเครื่องหมายที่มองเห็นได้ซึ่งชี้ผู้อื่นไปหาพระเจ้า

เมื่อผู้คนพบกับเรา เขาเห็นความเมตตา ความซื่อสัตย์ และความเห็นอกเห็นใจหรือไม่? คำพูดและการกระทำของเรานำเขาเข้าใกล้พระคริสต์หรือไม่? หรือว่าเรากลมกลืนกับโลกมากเสียจนไม่มีใครรู้ว่าเราเป็นผู้ติดตามพระเยซูเจ้า?

พวกฟาริสีเป็นที่รู้จักในเรื่องการปฏิบัติตามธรรมบัญญัติอย่างเคร่งครัด ภายนอกพวกเขาดูชอบธรรม แต่พระเยซูเจ้าทรงท้าทายให้เราลึกซึ้งยิ่งกว่านั้น คุณธรรมไม่ใช่เรื่องของการทำตามกฎภายนอก แต่เป็นเรื่องของหัวใจ ตัวอย่างเช่น การพูดว่า “ฉันไม่ขโมย ฉันไม่โกหก ฉันไปโบสถ์” นั้นทำได้ไม่ยาก แต่เรายกโทษให้คนที่ทำร้ายเราหรือไม่? เราดูแลคนยากจน คนโดดเดี่ยว คนชายขอบหรือไม่? เราดำเนินชีวิตอย่างซื่อตรงแม้ในเวลาที่ไม่มีใครเห็นหรือไม่?

คริสตชนไม่ได้ถูกกำหนดเพียงแค่การหลีกเลี่ยงบาปเท่านั้น แต่ถูกกำหนดโดยการแผ่รัศมีความดีงามอย่างกระตือรือร้น ความเชื่อของเราต้องเป็นมากกว่ากฎเกณฑ์ แต่ต้องมีลักษณะเด่นจากความสัมพันธ์ของเรากับพระเจ้า และกับผู้อื่น

ขอเล่าเรื่องง่าย ๆ เรื่องหนึ่ง ชายหนุ่มคนหนึ่งเคยบอกฉันว่า เขาเลิกไปโบสถ์เพราะรู้สึกว่าคริสตชนก็ไม่ต่างจากคนทั่วไป เขาเห็นการนินทา ความเห็นแก่ตัว และความเฉยเมย
แต่วันหนึ่ง เพื่อนบ้านของเขาซึ่งเป็นหญิงชรานำอาหารมาให้เมื่อเขาป่วยจนออกจากบ้านไม่ได้ เธอไม่เพียงนำอาหารมาให้ แต่ยังนั่งฟังปัญหาของเขา การกระทำเล็ก ๆ แห่งความรักนั้นได้จุดประกายความเชื่อของเขาขึ้นมาใหม่ เธอเป็นเกลือและเป็นแสงสว่าง เธอไม่ได้เทศน์ด้วยคำพูด แต่เทศน์ด้วยชีวิต และนั่นสร้างความแตกต่างอย่างยิ่ง

เราก็ถูกเรียกให้เป็นพยานเช่นนั้น ในที่ทำงาน ในครอบครัว และในชุมชน เราต้องเป็นจุดสังเกตแห่งความรักของพระเจ้า เมื่อผู้อื่นหลงทาง เขาควรมองมาที่เราแล้วพบหนทาง

พระเยซูเจ้าทรงชัดเจนว่า ความเชื่อไม่สามารถซ่อนไว้ได้ เราไม่สามารถเป็นคริสตชนที่ไม่มีตัวตนซึ่งเก็บความเชื่อไว้เป็นเรื่องส่วนตัวและมองไม่เห็น โลกของเรากำลังหิวกระหายความแท้จริง หิวกระหายผู้คนที่ดำเนินชีวิตตามสิ่งที่เขาประกาศ

การเป็นคริสตชนหมายถึงการโดดเด่น ไม่ใช่เพื่อความหยิ่งยโส แต่เพื่อการรับใช้ เพื่อพันธกิจ หมายถึงการกล้าหาญพอที่จะให้อภัยเมื่อคนอื่นยังผูกใจเจ็บ กล้าที่จะพูดความจริงเมื่อคนอื่นนิ่งเงียบ กล้าที่จะแสดงความเมตตาเมื่อคนอื่นหันหลังให้

เมื่อเราเข้าใกล้วันพุธรับเถ้าและเทศกาลมหาพรต ข้อความนี้ยิ่งเร่งด่วนมากขึ้น มหาพรตเป็นเวลาของการฟื้นฟู การละทิ้งสิ่งผิวเผิน และการทำให้คุณธรรมของเราลึกซึ้งยิ่งกว่าภายนอก
เถ้าที่เราจะได้รับไม่ใช่เพียงสัญลักษณ์ แต่เป็นเครื่องเตือนใจว่าความเชื่อของเราต้องถูกดำเนินอย่างจริงใจ ด้วยความถ่อมตนและความรัก

มหาพรตเชื้อเชิญให้เราเป็นเกลือและเป็นแสงสว่างในโลกที่มักเลือกความมืดและความจืดชืด เป็นฤดูกาลที่เราจะอุทิศตนใหม่ต่อการภาวนา การจำศีลอดอาหาร และการทำทาน ไม่ใช่ในฐานะพิธีกรรมที่ว่างเปล่า แต่เป็นหนทางที่จะทำให้เราเป็นจุดสังเกตที่มองเห็นได้ของพระอาณาจักรของพระเจ้า

ฉันเป็นจุดสังเกตแห่งความเชื่อในครอบครัว ที่ทำงาน และในชุมชนหรือไม่?
สารของพระวรสารวันนี้ชัดเจนมาก — ไม่มีที่สำหรับคริสตชนที่ไม่มีตัวตน โลกต้องการให้เราเปล่งแสง ขอให้เราเป็นจุดสังเกตที่มีชีวิตแห่งพระอาณาจักรของพระเจ้า.



วันเสาร์ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

วันอาทิตย์ที่ 5 เทศกาลธรรมดา (8 กุมภาพันธ์ 2026) พระวรสารเพื่อการรำพึง: มัทธิว 5:13–16

 

วันอาทิตย์ที่ 5 เทศกาลธรรมดา (8 กุมภาพันธ์ 2026)
พระวรสารเพื่อการรำพึง: มัทธิว 5:13–16
คุณพ่อ Clarence Devadass

หลังจากที่พระเยซูเจ้าทรงตรัสกับบรรดาศิษย์เกี่ยวกับความสุขแท้ของการเป็นศิษย์ พระองค์ก็ทรงตรัสอย่างชัดเจนต่อไปถึงอัตลักษณ์และพันธกิจของเรา พระองค์ไม่ได้เสนอเป็นเพียงคำแนะนำหรือความเป็นไปได้ พระองค์ไม่ได้ตรัสว่า “ท่านอาจจะกลายเป็นเกลือ” หรือ “ลองพยายามเป็นแสงสว่างดู” แต่พระองค์ทรงประกาศอย่างหนักแน่นว่าเป็นความจริงว่า
ท่านทั้งหลายเป็นเกลือของแผ่นดิน ท่านทั้งหลายเป็นแสงสว่างของโลก”
ถ้อยคำนี้เป็นทั้งของประทานและความรับผิดชอบ มันเปิดเผยไม่เพียงว่าเราเป็นใครในพระคริสตเจ้า แต่ยังบอกด้วยว่าเราถูกเรียกให้ดำเนินชีวิตในโลกนี้อย่างไร

ในสมัยของพระเยซูเจ้า เกลือเป็นสิ่งมีค่า มันช่วยถนอมอาหารไม่ให้เน่าเสีย และเพิ่มรสชาติให้สิ่งที่จืดชืด แสงสว่างช่วยขจัดความมืด เปิดเผยสิ่งที่ซ่อนอยู่ และนำทางผู้เดินทางให้เห็นหนทาง ด้วยภาพเปรียบเทียบนี้ พระเยซูเจ้าทรงสอนว่าศิษย์ของพระองค์ต้องดำเนินชีวิตอย่างไรในโลกที่มักเต็มไปด้วยความเสื่อม ความสับสน และความเท็จ

แต่เราต้องซื่อสัตย์กับตนเอง ทุกวันนี้แสงไฟหลายดวงเริ่มริบหรี่ หลายคนสูญเสียความเค็มของเกลือไปแล้ว สิ่งล่อลวงของวัตถุนิยม ความทะเยอทะยานเพื่อตนเอง ความกลัว และความเฉยเมย สามารถค่อย ๆ บั่นทอนพยานชีวิตคริสตชนของเรา แทนที่เราจะเปลี่ยนแปลงโลก เรากลับกลมกลืนไปกับโลก นี่จึงเป็นเหตุผลว่าพระวรสารตอนนี้ไม่เพียงให้ความอบอุ่นใจ แต่ยังเป็นความท้าทายด้วย

เกลือมีหน้าที่ถนอมรักษา
ในโลกที่ความไม่ซื่อสัตย์และการคอร์รัปชันแพร่กระจายได้ง่าย คริสตชนถูกเรียกให้รักษาความซื่อตรง ลองคิดถึงสถานที่ทำงาน เมื่อการติดสินบน การโกง หรือทางลัดที่ผิดจริยธรรมถูกมองว่าเป็นเรื่องปกติ ศิษย์ของพระคริสต์ต้องเลือกหนทางที่แตกต่าง การปฏิเสธที่จะมีส่วนร่วมในการทุจริต แม้ต้องสูญเสียโอกาสหรือผลกำไร นั่นคือการรักษาศักดิ์ศรีของงานและเป็นพยานถึงความจริง ความซื่อตรงเงียบ ๆ คือเกลือที่ทรงพลัง

แต่เกลือยังเพิ่มรสชาติด้วย
ความเชื่อของเราควรนำความยินดี ความหวัง และความหมายมาสู่คนรอบข้าง คริสตชนที่ดำเนินชีวิตด้วยความเมตตา ความอดทน ความเอื้อเฟื้อ และการให้อภัย ทำให้ชีวิตของผู้อื่นงดงามยิ่งขึ้น เราแสดงให้เห็นว่าพระวรสารไม่ใช่ภาระ แต่เป็นพระพร ไม่ใช่สิ่งที่ดูดความสุขไป แต่เป็นสิ่งที่ทำให้ความสุขลึกซึ้งยิ่งขึ้น

แสงสว่างก็มีพันธกิจเช่นกัน
แสงสว่างเปิดเผยความจริง ในวัฒนธรรมที่เต็มไปด้วยคำโกหก มีความจริงแค่ครึ่งเดียว ข่าวลือ และข้อมูลที่บิดเบือน คริสตชนต้องเป็นผู้ซื่อสัตย์ การพูดความจริงด้วยความรัก แม้จะไม่สบายใจหรือไม่เป็นที่นิยม คือการส่องแสงของพระคริสต์

แสงสว่างยังทำหน้าที่นำทาง เมื่อผู้อื่นหลงทาง ท้อแท้ หรือสับสน การมีอยู่ของเราสามารถช่วยเขาพบหนทางได้ บ่อยครั้งสิ่งนี้ไม่ต้องการการกระทำยิ่งใหญ่ เพียงหูที่พร้อมฟัง คำพูดให้กำลังใจ หรือการไปเยี่ยมผู้ที่รู้สึกถูกลืม การกระทำเล็ก ๆ เหล่านี้สามารถกลายเป็นลำแสงในความมืดของใครบางคนได้

พระเยซูเจ้าทรงเตือนเราอย่าซ่อนแสงนี้ไว้ใต้ถัง ความเชื่อของเราไม่อาจจำกัดอยู่แค่พิธีมิสซาวันอาทิตย์เท่านั้น แต่ต้องปรากฏให้เห็นในตัวเลือกประจำวัน การสนทนา และความสัมพันธ์ของเรา

ในชีวิตครอบครัว พ่อแม่เป็นเกลือเมื่อสอนลูกให้ซื่อสัตย์ ให้ความเคารพ และมีความเมตตา แม้สังคมจะส่งเสริมความเห็นแก่ตัว แสงสว่างส่องเมื่อครอบครัวภาวนาร่วมกัน ให้อภัยกัน และต้อนรับผู้อื่นด้วยน้ำใจ

ในสถานที่ทำงาน เราเป็นเกลือเมื่อทำงานอย่างสุจริต ปฏิบัติต่อเพื่อนร่วมงานอย่างยุติธรรม และปฏิเสธการมีส่วนร่วมในความอยุติธรรม เราเป็นแสงสว่างเมื่อให้กำลังใจเพื่อนร่วมงาน ยืนหยัดเพื่อผู้ที่ถูกเอาเปรียบ และเป็นผู้นำด้วยแบบอย่าง

ในสังคม คริสตชนถูกเรียกให้เป็นเกลือโดยการมีส่วนร่วมในชีวิตพลเมืองอย่างรับผิดชอบ สนับสนุนสิ่งที่ปกป้องคนยากจนและผู้เปราะบาง และปฏิเสธสิ่งที่เอาเปรียบหรือลดคุณค่าความเป็นมนุษย์ เราส่องแสงเมื่อเราอาสาช่วยเหลือ เรียกร้องความยุติธรรม และปกป้องศักดิ์ศรีของชีวิตมนุษย์ทุกคน

พระเยซูเจ้าทรงสรุปด้วยจุดประสงค์ที่ชัดเจนว่า
จงให้ความสว่างของท่านส่องต่อหน้ามนุษย์ เพื่อเขาจะได้เห็นความดีที่ท่านทำ และสรรเสริญพระบิดาของท่านผู้สถิตในสวรรค์”
เป้าหมายไม่ใช่การยกย่องตนเอง แต่เป็นพระสิริรุ่งโรจน์ของพระเจ้า

โลกต้องการคริสตชนที่ไม่ยอมให้แสงของตนริบหรี่ ศิษย์ที่รักษาความจริง เติมรสชาติชีวิตด้วยความยินดี และส่องแสงด้วยแสงของพระคริสต์ ให้เราทูลขอพระเจ้าให้ทรงจุดไฟในใจเราอีกครั้ง คืนความเค็มให้กับชีวิตเรา และประทานความกล้า เพื่อให้ชีวิตประจำวันของเราประกาศพระวรสาร และนำผู้อื่นให้ถวายพระเกียรติแด่พระบิดาของเราในสวรรค์.

วันเสาร์ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2569

วันอาทิตย์ที่ 4 เทศกาลธรรมดา (1 กุมภาพันธ์ 2026) บทภาวนาพระวรสาร: มัทธิว 5:1–12

 

วันอาทิตย์ที่ 4 เทศกาลธรรมดา (1 กุมภาพันธ์ 2026)
บทภาวนาพระวรสาร: มัทธิว 5:1–12
คุณพ่อคลาเรนซ์ เดวาดาสส์

ครั้งหนึ่ง มีชายหนุ่มคนหนึ่งปีนขึ้นไปบนภูเขาเพื่อแสวงหาปรีชาญาณ เขาเคยได้ยินว่าบนยอดเขามีอาจารย์ผู้สามารถเปิดเผยความลับของความสุขได้ หลังจากต้องฝ่าฟันความยากลำบากเป็นเวลาหลายชั่วโมง ในที่สุดเขาก็ไปถึงยอดเขา ทั้งเหนื่อยล้าและมือเปล่า อาจารย์มองดูเขาแล้วถามว่า เจ้าพกอะไรติดตัวมาบ้าง?”

ชายหนุ่มตอบว่า “ไม่มีอะไรเลย ระหว่างทางผมทำอาหาร น้ำดื่ม แม้แต่เรี่ยวแรงของตัวเองหายไปหมดแล้ว”
อาจารย์ยิ้มและกล่าวว่า “ถ้าเช่นนั้น เจ้าก็พร้อมแล้ว ความสุขเริ่มต้นเมื่อเจ้าตระหนักว่า ไม่มีสิ่งใดให้ยึดเกาะ นอกจากพระเจ้าเท่านั้น”

เรื่องราวเรียบง่ายนี้สะท้อนหัวใจของพระวรสารในวันนี้ได้อย่างชัดเจน พระเยซูเจ้าทรงประกาศพระวาจาแห่งความสุข หรือบทมหาบุญลาภ ซึ่งดูเหมือนจะกลับหัวกลับหางจากมาตรฐานของโลก คนยากจนฝ่ายจิตใจ คนใจอ่อนโยน ผู้ที่โศกเศร้า ผู้ที่หิวกระหายความชอบธรรม—คนเหล่านี้เองที่พระเยซูเจ้าทรงเรียกว่า “เป็นสุข” ฟังดูแปลกใช่ไหม?

แต่ก็เหมือนกับชายหนุ่มที่ค้นพบปรีชาญาณก็ต่อเมื่อเขาไม่เหลืออะไรเลย เราเองก็จะค้นพบความยินดีแท้จริงได้ เมื่อเรายอมปล่อยวางความพึ่งพาตนเอง และยอมรับการพึ่งพาพระเจ้า

การเป็นผู้ยากจนฝ่ายจิตใจ คือการยอมรับว่าเราไม่สามารถช่วยตนเองให้รอดได้ ทุกสิ่งที่เรามีล้วนเป็นของประทาน ผู้ที่โศกเศร้าได้รับพระสัญญาแห่งการปลอบโยน เตือนใจเราว่าพระเจ้าทรงอยู่ใกล้เราที่สุดในยามเจ็บปวด คนใจอ่อนโยนมิใช่คนอ่อนแอ แต่เป็นผู้เข้มแข็งในความสุภาพอ่อนโยน เลือกความอดทนแทนความโกรธ ผู้ที่หิวและกระหายความชอบธรรม โหยหาความยุติธรรมและความศักดิ์สิทธิ์ราวกับต้องการอาหารและน้ำ และเขาจะได้รับความอิ่มเอมจากพระหรรษทานของพระเจ้า

ผู้มีใจเมตตาให้อภัย เพราะตนเองก็เคยได้รับการอภัย ผู้มีใจบริสุทธิ์ดำเนินชีวิตอย่างจริงใจ ไม่สวมหน้ากาก ไม่ซ่อนเร้นวาระใด ๆ แสวงหาพระเจ้าเหนือสิ่งอื่นใด ผู้สร้างสันติทำงานอย่างแข็งขันเพื่อสร้างสะพาน เชื่อมรอยร้าว เยียวยาความแตกแยก และส่งเสริมการคืนดี และผู้ที่ถูกเบียดเบียนเพราะความชอบธรรม ย่อมเป็นหนึ่งเดียวกับพระคริสตเจ้า มีส่วนร่วมทั้งในความทุกข์ทรมานและพระสิริรุ่งโรจน์ของพระองค์

บทมหาบุญลาภไม่ใช่อุดมคติที่เป็นนามธรรม แต่เป็นหนทางปฏิบัติของการดำเนินชีวิต ลองจินตนาการดูสิ หากแต่ละคนเลือกบุญลาภประการใดประการหนึ่งในสัปดาห์นี้ และตั้งใจดำเนินชีวิตตามนั้น บางทีคุณอาจเลือกความเมตตา ด้วยการให้อภัยผู้ที่ทำร้ายคุณ หรือเลือกความอ่อนโยน ด้วยการตอบสนองอย่างสุภาพในสถานการณ์ตึงเครียด การกระทำเล็ก ๆ เหล่านี้ เมื่อทำอย่างสม่ำเสมอ จะเปลี่ยนแปลงไม่เพียงชีวิตของเราเท่านั้น แต่ยังเปลี่ยนชีวิตของผู้คนรอบข้างด้วย

โลกในวันนี้ต้องการพยานแห่งบทมหาบุญลาภอย่างยิ่ง ในยุคที่เต็มไปด้วยความแตกแยก ความโลภ และความรุนแรง การดำเนินชีวิตตามบทมหาบุญลาภสามารถเป็นเครื่องหมายแห่งความหวัง ความถ่อมตน และสันติอย่างแท้จริง เมื่อคริสตชนมีชีวิตตามบทมหาบุญลาภ เราแสดงให้เห็นว่าหนทางอื่นยังเป็นไปได้—หนทางของพระคริสตเจ้า

บทมหาบุญลาภไม่เคยเป็นเรื่องง่าย แท้จริงแล้ว บุญลาภเหล่านี้เรียกร้องความกล้าหาญ การเสียสละ และความเชื่อ แต่ขณะเดียวกันก็สัญญาถึงความยินดีว่า “จงชื่นชมยินดีและเปรมปรีดิ์เถิด เพราะบำเหน็จของท่านยิ่งใหญ่นักในสวรรค์” ขอให้เรารับถ้อยคำเหล่านี้ไว้ในใจ มิใช่เป็นอุดมคติอันห่างไกล แต่เป็นแนวทางปฏิบัติในชีวิตประจำวัน

เมื่อเราพิจารณาใคร่ครวญบทมหาบุญลาภ เราจะตระหนักว่า สิ่งเหล่านี้มิใช่เพียงถ้อยคำที่ถูกเก็บรักษาไว้ในพระคัมภีร์ แต่เป็นคำเชื้อเชิญที่มีชีวิตจากพระคริสตเจ้ามาถึงเราแต่ละคนในวันนี้

เช่นเดียวกับชายหนุ่มบนภูเขาที่ค้นพบว่า ปรีชาญาณและความสุขแท้จริงเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อเขาปล่อยวางทุกสิ่งและยึดพระเจ้าเป็นที่พึ่ง เราเองก็ถูกเรียกให้ปลดเปลื้องความหยิ่งผยอง การพึ่งพาตนเอง และมาตรวัดความสำเร็จแบบโลกออกไป

แทนที่สิ่งเหล่านั้น เราเลือกโอบรับความถ่อมตน ความเมตตา ความบริสุทธิ์ใจ และการแสวงหาสันติ เมื่อเราดำเนินชีวิตเช่นนี้ สิ่งที่ดูเหมือนความว่างเปล่าในสายตาของโลก จะกลับกลายเป็นความเต็มเปี่ยมในสายตาของพระเจ้า

วันศุกร์ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2569

สัปดาห์ที่ 3 ในเทศกาลธรรมดา (25 มกราคม 2026) พระวรสารนักบุญมัทธิว 4:12-23

 

สัปดาห์ที่ 3 ในเทศกาลธรรมดา (25 มกราคม 2026)

พระวรสารนักบุญมัทธิว 4:12-23

พระวรสารจากนักบุญมัทธิวในวันนี้พาเรากลับไปสู่จุดเริ่มต้นของพันธกิจสาธารณะของพระเยซูเจ้า สิ่งที่น่าสังเกตก็คือ พระองค์ไม่ได้เริ่มด้วยการอัศจรรย์ยิ่งใหญ่ ไม่ได้เริ่มด้วยฝูงชนจำนวนมาก หรือการประกาศตัวอย่างเป็นทางการ แต่พระองค์เริ่มต้นด้วยการ เรียกศิษย์ให้มาหาพระองค์ก่อน

พระเยซูเจ้าไม่ได้เรียกศิษย์เพราะทรงต้องการเพื่อนหรือผู้ช่วย แต่เพราะพระองค์ต้องการให้พวกเขาได้ พบกับพระองค์โดยตรง ได้เดินไปกับพระองค์ ฟังพระวาจาของพระองค์ เห็นการกระทำของพระองค์ และค่อย ๆ ถูกเปลี่ยนแปลงด้วยการอยู่ใกล้ชิดกับพระองค์

แม้พระวรสารจะไม่ได้บันทึกไว้อย่างชัดเจน แต่การเรียกศิษย์นั้นเริ่มต้นด้วยการกลับใจ เพราะคำประกาศแรกของพระเยซูเจ้าคือ “จงกลับใจเถิด เพราะอาณาจักรสวรรค์อยู่ใกล้แล้ว” การกลับใจจึงไม่ใช่แค่การละทิ้งบาปเท่านั้น แต่คือการ หันกลับมาหาพระเจ้า ปรับทิศทางชีวิตใหม่ ให้พระอาณาจักรของพระองค์เป็นศูนย์กลาง การกลับใจเป็นทั้งช่วงเวลาหนึ่ง และเป็นการเดินทางตลอดชีวิต เป็นการตัดสินใจในแต่ละวัน ที่จะเปิดให้แสงสว่างของพระเจ้าส่องเข้ามาในความมืดของเรา และยอมให้พระวาจาของพระองค์ท้าทายและเปลี่ยนแปลงเรา

วันนี้พระศาสนจักรยังเฉลิมฉลอง วันอาทิตย์พระวาจาของพระเจ้า ซึ่งเตือนใจเราว่า พระวาจาของพระเจ้าไม่ได้มีไว้เพียงเพื่อให้กำลังใจเท่านั้น แต่ยังมีไว้เพื่อท้าทายเราอีกด้วย หากเราต้องการติดตามพระคริสตเจ้าอย่างแท้จริง เราจำเป็นต้องเปิดใจให้พระวาจาของพระองค์เข้าถึงหัวใจของเรา พระวาจาของพระเจ้าท้าทาย แก้ไข และเรียกเราให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ทำให้เราตรวจสอบท่าที การเลือกตัดสินใจ และลำดับความสำคัญในชีวิตของเรา

พระวาจาของพระเจ้าผลักดันเราให้มีเมตตา เมื่อเรากำลังจะเฉยเมย, ให้ยืนหยัดเพื่อความยุติธรรม เมื่อเรากำลังเห็นแก่ตัว, และให้อภัย เมื่อเรากำลังยึดติดกับความคับแค้นใจ พระวาจาของพระเจ้าเป็นพระวาจาที่มีชีวิต ไม่ใช่หนังสือที่ตั้งไว้บนชั้นอย่างห่างไกล แต่เป็นเสียงที่พูดกับเราโดยตรง ทุกครั้งที่เราฟังพระคัมภีร์ การภาวนาไตร่ตรอง และยอมให้พระวาจานำทางการตัดสินใจของเรา เรากำลังพบกับพระคริสตเจ้าเอง ผู้ทรงเป็นพระวาจาที่รับสภาพมนุษย์

เช่นเดียวกับที่ศิษย์ถูกเปลี่ยนแปลงด้วยการเดินไปกับพระเยซูเจ้า เราก็ถูกเปลี่ยนแปลงได้ เมื่อเราเดินไปกับพระวาจาของพระองค์

พระวรสารยังเตือนเราว่า พระเยซูเจ้าเลือกเริ่มต้นพันธกิจของพระองค์ที่แคว้นกาลิลี สถานที่ที่ถูกมองว่าไม่สำคัญ เต็มไปด้วยความมืด และห่างไกลจากศูนย์กลางอำนาจทางศาสนา พระองค์ไม่ได้เริ่มที่กรุงเยรูซาเล็ม แต่เริ่มท่ามกลางผู้คนธรรมดา ในดินแดนที่ประกาศกอิสยาห์เคยกล่าวว่าอยู่ในเงาแห่งความตาย เหตุผลก็เพราะว่า แสงสว่างของพระองค์ถูกส่งมาเพื่อส่องในที่ที่ต้องการมันมากที่สุด

และในวันนี้ พระเยซูเจ้าทรงเลือกจะเริ่มต้นใหม่อีกครั้งในหัวใจของเรา ไม่ว่าในชีวิตเราจะมีความมืดแบบใด ความกลัว ความสงสัย บาป หรือแม้แต่ความสิ้นหวัง พระองค์ปรารถนาจะนำแสงสว่างเข้ามา ที่ใดมีเงาแห่งความตาย พระองค์ปรารถนาจะประทานชีวิต

พระอาณาจักรสวรรค์ไม่ได้อยู่ไกล แต่ “อยู่ใกล้แล้ว” ทุกครั้งที่เรายอมให้พระคริสตเจ้าครอบครองหัวใจของเรา ทุกครั้งที่เราปล่อยให้พระวาจาของพระองค์นำทางชีวิต และทุกครั้งที่เราเลือกความรักแทนความเกลียด เลือกการให้อภัยแทนการแก้แค้น และเลือกความหวังแทนความสิ้นหวัง

ดังนั้น ในวันอาทิตย์พระวาจาของพระเจ้านี้ ขอให้เราฟื้นฟูความตั้งใจที่จะฟังพระคัมภีร์อย่างใส่ใจ ยอมให้พระวาจาท้าทายเรา และนำเราไปสู่การกลับใจ ขอให้เราเดินไปกับพระคริสตเจ้าเหมือนศิษย์ในวันแรก เพื่อที่เราจะถูกเปลี่ยนแปลงด้วยการประทับอยู่ของพระองค์ และกลายเป็นพยานแห่งแสงสว่างของพระเจ้า

พระวาจาของพระเจ้าไม่ได้มีไว้ตั้งบนชั้นหรืออยู่ห่างไกล แต่มีไว้เพื่อถูกเปิด ฟัง และนำไปใช้จริงในชีวิต เช่นเดียวกับที่พระเยซูเจ้าเริ่มพันธกิจของพระองค์ในดินแดนแห่งความมืด พระองค์ก็ทรงปรารถนาจะเริ่มต้นในมุมมืดของชีวิตเราเช่นกัน เมื่อเราเปิดใจรับพระวาจาของพระองค์ แสงสว่างจะเริ่มส่องขึ้น ความหวังจะงอกงาม และพระอาณาจักรของพระเจ้าจะเข้ามาใกล้เราอีกครั้ง

วันศุกร์ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2569

อาทิตย์ที่ 2 เทศกาลธรรมดา (18 January 2026) พระวรสาร: John 1:29–34

 


อาทิตย์ที่ 2 เทศกาลธรรมดา (18 January 2026)
พระวรสาร: John 1:29–34
Fr Clarence Devadass

ก่อนยุคของ Google Maps หรือ GPS เวลาคนหลงทาง สิ่งที่ทำได้ง่ายที่สุดคือหยุดถามทางจากคนที่เดินผ่านไปมา คำพูดอย่างเดียวมักไม่พอ คนจึงต้องชี้มือ วาดทางในอากาศ หรือบอกจุดสังเกต เช่น “เลี้ยวซ้ายตรงต้นไม้ใหญ่” “ผ่านโบสถ์ไป” หรือ “เดินตามแม่น้ำไปจนถึงสะพาน” เพราะถ้าไม่มีทิศทางที่ชัดเจน คนเดินทางก็จะหลงวนไปมา เหนื่อยและท้อใจ ทิศทางจึงสำคัญมาก ถ้าไม่มี เราก็หลงทาง แต่ถ้ามี เราก็ไปถึงจุดหมายได้

ในช่วงคริสต์มาส เรานึกถึงบรรดาโหราจารย์จากทิศตะวันออกที่เดินทางไปพบพระกุมารเยซู พวกเขาไม่มีแผนที่หรือเข็มทิศ แต่มีดาวดวงหนึ่ง ดาวนั้นไม่ได้สำคัญในตัวมันเอง สิ่งสำคัญคือ “ผู้ที่ดาวชี้ไปหา” ดาวทำหน้าที่ของมันอย่างสมบูรณ์ ด้วยการนำทางผู้แสวงหาไปพบพระคริสตเจ้า

พระวรสารวันนี้เล่าให้เราฟังถึงนักบุญยอห์นผู้ทำพิธีล้าง ซึ่งทำสิ่งเดียวกัน เมื่อเขาเห็นพระเยซูเจ้า เขาประกาศว่า “ดูเถิด นี่คือลูกแกะของพระเจ้า” คำพูดนี้คือการชี้ไปที่พระเยซูเจ้า ไม่ใช่ชี้มาที่ตัวเอง ยอห์นรู้ว่าพันธกิจของเขาเสร็จสมบูรณ์แล้ว หน้าที่ของเขาไม่ใช่การรวบรวมศิษย์ไว้กับตนเอง แต่คือการนำพวกเขาไปหาผู้ที่ยิ่งใหญ่กว่า เขาไม่ยึดติดกับความสำคัญของตัวเอง ไม่สร้างชื่อเสียงให้ตัวเอง แต่ถ่อมใจและชี้ไปที่พระเยซูเจ้าเท่านั้น

บทเรียนนี้สำคัญมากสำหรับโลกปัจจุบัน ซึ่งเต็มไปด้วยสื่อสังคมออนไลน์และการยกย่องตัวเอง แม้เราจะทำความดี รับใช้ผู้อื่น สอนคำสอน หรือทำงานอภิบาล เราก็อาจเผลอวัดคุณค่าของตัวเองจากยอดไลก์ ผู้ติดตาม หรือคำชื่นชม แต่ถ้าชีวิตของเราชี้ไปหาตัวเองมากกว่าชี้ไปหาพระเยซูเจ้า เราก็พลาดเป้าหมายของชีวิตคริสตชนไปแล้ว

ลองนึกถึงคนที่ถามทาง ถ้าเขาได้รับคำแนะนำที่พาไปถึงบ้านของคนให้ทาง แทนที่จะไปถึงจุดหมายจริง นั่นคงน่าหงุดหงิดและทำให้หลงทาง เช่นเดียวกัน ถ้าชีวิตของเราชี้ไปหาตัวเราเอง เราก็กลายเป็นเหมือนเข็มทิศที่เสีย หมุนไปมาโดยไม่มีทิศเหนือที่แท้จริง แต่ถ้าคำพูด การกระทำ และการตัดสินใจของเราชี้ไปหาพระคริสตเจ้า เราก็จะเป็นเหมือนดาวแห่งเบธเลเฮม ที่นำผู้อื่นไปพบพระผู้ไถ่

เราจะใช้ชีวิตแบบนี้ได้อย่างไร? เราทำได้ด้วยความถ่อมใจ โดยตระหนักว่าสิ่งที่เราทำทั้งหมดเป็นเพื่อพระสิริมงคลของพระเจ้า ไม่ใช่เพื่อชื่อเสียงของเราเอง เราทำได้ด้วยการเป็นพยานชีวิต เพราะความเมตตา ความซื่อสัตย์ และการให้อภัยในชีวิตประจำวัน จะกลายเป็น “จุดสังเกต” ที่นำคนอื่นไปหาพระเยซูเจ้า เราทำได้ด้วยการภาวนา เพราะการภาวนาช่วยให้เราไม่หลงทิศ และยังคงเดินในทางของพระเจ้า และเราทำได้ด้วยการรับใช้ เพราะการรับใช้ด้วยใจไม่เห็นแก่ตัวคือการชี้ไปหาความรักของพระคริสตเจ้า

ชีวิตคริสตชนคือการเดินทาง เราเป็นทั้งผู้เดินทางเอง และเป็นผู้นำทางให้ผู้อื่น พ่อแม่ชี้ลูกไปหาพระเยซูเจ้า ครูชี้นักเรียน เพื่อนชี้เพื่อน และพระศาสนจักรชี้ทั้งโลกไปหาลูกแกะของพระเจ้า

วันนี้เราจึงควรถามตัวเองว่า ในบ้าน ที่ทำงาน หรือท่ามกลางครอบครัวและเพื่อนฝูง คำพูด การกระทำ และการดำรงอยู่ของเราชี้คนอื่นไปหาพระเยซูเจ้าหรือไม่ หรือชี้มาที่ตัวเราเอง เราเป็นดาวที่นำทาง หรือเป็นเพียงแสงจ้าที่ทำให้คนสับสน

ทิศทางคือทุกสิ่ง โหราจารย์พบพระมหากษัตริย์เพราะติดตามดาว ศิษย์ของยอห์นพบพระเมสสิยาห์เพราะยอห์นชี้ไปที่พระเยซูเจ้า ชีวิตของเราก็เช่นกัน ควรเป็นเครื่องหมายที่นำผู้อื่นไปหาพระคริสตเจ้า ท่ามกลางโลกที่เต็มไปด้วยเสียงรบกวน ความสับสน และการยกย่องตัวเอง เราถูกเรียกให้เป็นศิษย์ที่ชัดเจน ถ่อมตน และซื่อสัตย์ ชี้ไปที่พระองค์ผู้ทรงเป็นหนทาง ความจริง และชีวิต

วันเสาร์ที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2569

สมโภชพระเยซูเจ้าทรงรับพิธีล้าง (11 มกราคม 2025) บทไตร่ตรองจากพระวรสาร: มัทธิว 3:13–17

 

สมโภชพระเยซูเจ้าทรงรับพิธีล้าง (11 มกราคม 2025)
บทไตร่ตรองจากพระวรสาร: มัทธิว 3:13–17
บาทหลวง Clarence Devadass

หลายปีก่อน หลังช่วงคริสต์มาสไม่นาน ผมไปเยี่ยมครอบครัวหนึ่ง ขณะที่พวกเขากำลังเก็บของตกแต่งคริสต์มาส เด็ก ๆ ค่อย ๆ เก็บลูกประดับและไฟทีละชิ้น แล้วเด็กคนหนึ่งก็ถอนหายใจพูดว่า “รู้สึกเหมือนคริสต์มาสจบลงแล้ว” แม่ของเขายิ้มอย่างอ่อนโยนแล้วตอบว่า “คริสต์มาสยังไม่จบนะ มันเพิ่งจะเริ่มต่างหาก ตอนนี้เราต้องเริ่มใช้ชีวิตตามสิ่งที่เราได้เฉลิมฉลอง”

บทสนทนาสั้น ๆ นั้นติดอยู่ในใจผมเสมอ เพราะมันเตือนผมว่า ความชื่นชมยินดีของคริสต์มาสไม่ได้มีไว้ให้เก็บพร้อมของประดับแล้วรอหยิบออกมาใหม่ปีหน้า แต่ถูกเรียกร้องให้นำไปใช้ในชีวิตประจำวันของเรา

สมโภชพระเยซูเจ้าทรงรับพิธีล้างในวันนี้ก็สื่อความหมายเดียวกัน ฤดูกาลคริสต์มาสอาจสิ้นสุดลง แต่พันธกิจของพระคริสตเจ้า และพันธกิจของพวกเราคริสตชน เพิ่งจะเริ่มต้น

ในเหตุการณ์ที่พระเยซูเจ้าทรงรับพิธีล้างในแม่น้ำจอร์แดน พระองค์ทรงกระทำสิ่งที่น่าประหลาดใจ แม้พระองค์จะปราศจากบาป แต่พระองค์กลับก้าวลงไปในน้ำพร้อมกับคนบาป พระองค์ไม่จำเป็นต้องรับพิธีล้างเลย แต่ทรงเลือกที่จะแบ่งปันสภาพความเป็นมนุษย์ของเราอย่างเต็มที่

เมื่อพระองค์เสด็จลงสู่สายน้ำ พระองค์ทรงทำให้น้ำนั้นศักดิ์สิทธิ์ และเตรียมหนทางสำหรับศีลล้างบาปของเรา ซึ่งทำให้เราเกิดใหม่เป็นบุตรของพระเจ้า ในขณะนั้น ฟ้าสวรรค์เปิดออก พระจิตเจ้าทรงเสด็จลงมาเหนือพระองค์ดุจนกพิราบ และมีพระสุรเสียงของพระบิดาดังขึ้นว่า “ผู้นี้เป็นบุตรสุดที่รักของเรา เราพอใจเขามาก”

เหตุการณ์นี้ไม่ใช่เพียงสัญลักษณ์เท่านั้น แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการเทศนาสั่งสอนของพระเยซูเจ้า ชีวิตที่เงียบสงบและซ่อนเร้นที่นาซาเร็ธสิ้นสุดลง และพระองค์เริ่มภารกิจที่พระบิดาทรงมอบหมายให้

จากนั้นเป็นต้นมา พระเยซูเจ้าทรงประกาศพระอาณาจักรของพระเจ้า ทรงรักษาผู้เจ็บป่วย ทรงให้อภัยคนบาป และในที่สุดทรงมอบชีวิตของพระองค์เพื่อความรอดของเรา ทุกสิ่งที่พระองค์ทรงกระทำ ล้วนไหลออกมาจากช่วงเวลานี้—ช่วงเวลาที่พระองค์ทรงถูกส่งโดยพระบิดา และได้รับพลังจากพระจิตเจ้า

เราเพิ่งเฉลิมฉลองธรรมล้ำลึกยิ่งใหญ่ของคริสต์มาส นั่นคือ พระเจ้าทรงรับสภาพมนุษย์ เอ็มมานูเอล—พระเจ้าสถิตกับเรา—เสด็จเข้ามาในโลกของเรา แต่ธรรมล้ำลึกนี้ไม่ได้มีไว้เพียงในรางหญ้า หรือในความงดงามของพิธีกรรมคริสต์มาสเท่านั้น

ธรรมล้ำลึกนี้ถูกเรียกร้องให้ “มีชีวิต” เมื่อเราเก็บของประดับคริสต์มาส เราก็ถูกท้าทายให้รักษาสิ่งที่เราเฉลิมฉลองไว้ในชีวิตจริง การรับสภาพมนุษย์ของพระเจ้า หมายความว่าพระเจ้ายังคงสถิตอยู่กับเราในวันนี้—ในบ้าน โรงเรียน ที่ทำงาน และในชุมชนของเรา

เช่นเดียวกับที่การรับพิธีล้างของพระเยซูเจ้าเป็นจุดเริ่มต้นของพันธกิจของพระองค์ การรับศีลล้างบาปของเราก็เป็นจุดเริ่มต้นของพันธกิจของเราเช่นกัน ผ่านศีลล้างบาป เราได้รวมเป็นหนึ่งเดียวกับพระคริสตเจ้า และถูกเรียกให้สานต่อพระราชกิจของพระองค์ เราถูกเรียกให้ทำให้พระคริสตเจ้าประจักษ์ผ่านคำพูด การกระทำ และการตัดสินใจของเรา

ผู้ที่ได้รับศีลล้างบาปทุกคนมีส่วนร่วมในพันธกิจนี้ เราไม่ได้เป็นเพียงผู้ยืนดูความเชื่อจากภายนอก แต่เป็นผู้มีส่วนร่วมอย่างแท้จริงในแผนการไถ่กู้ของพระเจ้า

การดำเนินชีวิตตามความเชื่อ หมายถึงการนำแสงสว่างไปสู่ที่ที่มืดมน การให้อภัยในที่ที่มีความเจ็บปวด การกล่าวความจริงด้วยความรักท่ามกลางความสับสน และการเอาใจใส่ผู้ยากไร้ ผู้โดดเดี่ยว และผู้ถูกหลงลืม ความเชื่อของเราต้องปรากฏให้เห็นผ่านการกระทำที่เป็นรูปธรรมของความรัก ความเมตตา และความยุติธรรม

การได้รับศีลล้างบาปคือการถูกส่งออกไป เพื่อทำให้พระคริสตเจ้ารู้จักและประจักษ์ในช่วงเวลาธรรมดาของชีวิตประจำวัน

สมโภชนี้ยังเตือนเราด้วยว่า ศีลล้างบาปไม่ใช่เพียงเหตุการณ์ในอดีต แต่เป็นความจริงที่มีชีวิต ซึ่งหล่อหลอมตัวตนของเรา ในศีลล้างบาป เราถูกพระคริสตเจ้าครอบครอง ได้รับพระจิตเจ้า และได้รับการเรียกขานว่าเป็นบุตรสุดที่รักของพระบิดา ตัวตนนี้ควรเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิต การปฏิบัติต่อผู้อื่น และการเผชิญความท้าทายของโลก

เมื่อเราเฉลิมฉลองสมโภชพระเยซูเจ้าทรงรับพิธีล้าง ขอให้เรารับฟังพระสุรเสียงของพระบิดาอีกครั้งว่า “ท่านเป็นบุตรสุดที่รักของเรา” ในศีลล้างบาป คำพูดเดียวกันนี้ก็ถูกกล่าวกับเราด้วยว่า “ท่านเป็นบุตรที่เรารัก” พระจิตเจ้าพระองค์เดียวกับที่เสด็จลงมาเหนือพระเยซูเจ้า ก็สถิตอยู่ภายในเรา เพื่อเสริมกำลังเราในการทำพันธกิจ

ฤดูกาลคริสต์มาสอาจสิ้นสุดลง แต่พันธกิจยังคงดำเนินต่อไป ขอให้เราพยายามใช้ชีวิตตามสิ่งที่เราได้เฉลิมฉลองอย่างตั้งใจยิ่งขึ้น และทำให้เอ็มมานูเอล—พระเจ้าสถิตกับเรา—ปรากฏชัดในโลกของเราทุกวันนี้