อาทิตย์ที่ 2 เทศกาลธรรมดา (18
January 2026)
พระวรสาร: John 1:29–34
Fr Clarence Devadass
ก่อนยุคของ Google Maps หรือ
GPS เวลาคนหลงทาง
สิ่งที่ทำได้ง่ายที่สุดคือหยุดถามทางจากคนที่เดินผ่านไปมา คำพูดอย่างเดียวมักไม่พอ
คนจึงต้องชี้มือ วาดทางในอากาศ หรือบอกจุดสังเกต เช่น “เลี้ยวซ้ายตรงต้นไม้ใหญ่”
“ผ่านโบสถ์ไป” หรือ “เดินตามแม่น้ำไปจนถึงสะพาน” เพราะถ้าไม่มีทิศทางที่ชัดเจน
คนเดินทางก็จะหลงวนไปมา เหนื่อยและท้อใจ ทิศทางจึงสำคัญมาก ถ้าไม่มี เราก็หลงทาง
แต่ถ้ามี เราก็ไปถึงจุดหมายได้
ในช่วงคริสต์มาส เรานึกถึงบรรดาโหราจารย์จากทิศตะวันออกที่เดินทางไปพบพระกุมารเยซู
พวกเขาไม่มีแผนที่หรือเข็มทิศ แต่มีดาวดวงหนึ่ง ดาวนั้นไม่ได้สำคัญในตัวมันเอง
สิ่งสำคัญคือ “ผู้ที่ดาวชี้ไปหา” ดาวทำหน้าที่ของมันอย่างสมบูรณ์
ด้วยการนำทางผู้แสวงหาไปพบพระคริสตเจ้า
พระวรสารวันนี้เล่าให้เราฟังถึงนักบุญยอห์นผู้ทำพิธีล้าง
ซึ่งทำสิ่งเดียวกัน เมื่อเขาเห็นพระเยซูเจ้า เขาประกาศว่า “ดูเถิด นี่คือลูกแกะของพระเจ้า”
คำพูดนี้คือการชี้ไปที่พระเยซูเจ้า ไม่ใช่ชี้มาที่ตัวเอง
ยอห์นรู้ว่าพันธกิจของเขาเสร็จสมบูรณ์แล้ว
หน้าที่ของเขาไม่ใช่การรวบรวมศิษย์ไว้กับตนเอง แต่คือการนำพวกเขาไปหาผู้ที่ยิ่งใหญ่กว่า
เขาไม่ยึดติดกับความสำคัญของตัวเอง ไม่สร้างชื่อเสียงให้ตัวเอง
แต่ถ่อมใจและชี้ไปที่พระเยซูเจ้าเท่านั้น
บทเรียนนี้สำคัญมากสำหรับโลกปัจจุบัน
ซึ่งเต็มไปด้วยสื่อสังคมออนไลน์และการยกย่องตัวเอง แม้เราจะทำความดี รับใช้ผู้อื่น
สอนคำสอน หรือทำงานอภิบาล เราก็อาจเผลอวัดคุณค่าของตัวเองจากยอดไลก์ ผู้ติดตาม
หรือคำชื่นชม แต่ถ้าชีวิตของเราชี้ไปหาตัวเองมากกว่าชี้ไปหาพระเยซูเจ้า
เราก็พลาดเป้าหมายของชีวิตคริสตชนไปแล้ว
ลองนึกถึงคนที่ถามทาง
ถ้าเขาได้รับคำแนะนำที่พาไปถึงบ้านของคนให้ทาง แทนที่จะไปถึงจุดหมายจริง นั่นคงน่าหงุดหงิดและทำให้หลงทาง
เช่นเดียวกัน ถ้าชีวิตของเราชี้ไปหาตัวเราเอง เราก็กลายเป็นเหมือนเข็มทิศที่เสีย
หมุนไปมาโดยไม่มีทิศเหนือที่แท้จริง แต่ถ้าคำพูด การกระทำ
และการตัดสินใจของเราชี้ไปหาพระคริสตเจ้า เราก็จะเป็นเหมือนดาวแห่งเบธเลเฮม
ที่นำผู้อื่นไปพบพระผู้ไถ่
เราจะใช้ชีวิตแบบนี้ได้อย่างไร? เราทำได้ด้วยความถ่อมใจ โดยตระหนักว่าสิ่งที่เราทำทั้งหมดเป็นเพื่อพระสิริมงคลของพระเจ้า
ไม่ใช่เพื่อชื่อเสียงของเราเอง เราทำได้ด้วยการเป็นพยานชีวิต เพราะความเมตตา
ความซื่อสัตย์ และการให้อภัยในชีวิตประจำวัน จะกลายเป็น “จุดสังเกต” ที่นำคนอื่นไปหาพระเยซูเจ้า
เราทำได้ด้วยการภาวนา เพราะการภาวนาช่วยให้เราไม่หลงทิศ
และยังคงเดินในทางของพระเจ้า และเราทำได้ด้วยการรับใช้
เพราะการรับใช้ด้วยใจไม่เห็นแก่ตัวคือการชี้ไปหาความรักของพระคริสตเจ้า
ชีวิตคริสตชนคือการเดินทาง
เราเป็นทั้งผู้เดินทางเอง และเป็นผู้นำทางให้ผู้อื่น พ่อแม่ชี้ลูกไปหาพระเยซูเจ้า
ครูชี้นักเรียน เพื่อนชี้เพื่อน และพระศาสนจักรชี้ทั้งโลกไปหาลูกแกะของพระเจ้า
วันนี้เราจึงควรถามตัวเองว่า ในบ้าน ที่ทำงาน
หรือท่ามกลางครอบครัวและเพื่อนฝูง คำพูด การกระทำ
และการดำรงอยู่ของเราชี้คนอื่นไปหาพระเยซูเจ้าหรือไม่ หรือชี้มาที่ตัวเราเอง
เราเป็นดาวที่นำทาง หรือเป็นเพียงแสงจ้าที่ทำให้คนสับสน
ทิศทางคือทุกสิ่ง
โหราจารย์พบพระมหากษัตริย์เพราะติดตามดาว
ศิษย์ของยอห์นพบพระเมสสิยาห์เพราะยอห์นชี้ไปที่พระเยซูเจ้า ชีวิตของเราก็เช่นกัน
ควรเป็นเครื่องหมายที่นำผู้อื่นไปหาพระคริสตเจ้า
ท่ามกลางโลกที่เต็มไปด้วยเสียงรบกวน ความสับสน และการยกย่องตัวเอง
เราถูกเรียกให้เป็นศิษย์ที่ชัดเจน ถ่อมตน และซื่อสัตย์
ชี้ไปที่พระองค์ผู้ทรงเป็นหนทาง ความจริง และชีวิต
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น