วันศุกร์ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2569

อาทิตย์ที่ 2 เทศกาลธรรมดา (18 January 2026) พระวรสาร: John 1:29–34

 


อาทิตย์ที่ 2 เทศกาลธรรมดา (18 January 2026)
พระวรสาร: John 1:29–34
Fr Clarence Devadass

ก่อนยุคของ Google Maps หรือ GPS เวลาคนหลงทาง สิ่งที่ทำได้ง่ายที่สุดคือหยุดถามทางจากคนที่เดินผ่านไปมา คำพูดอย่างเดียวมักไม่พอ คนจึงต้องชี้มือ วาดทางในอากาศ หรือบอกจุดสังเกต เช่น “เลี้ยวซ้ายตรงต้นไม้ใหญ่” “ผ่านโบสถ์ไป” หรือ “เดินตามแม่น้ำไปจนถึงสะพาน” เพราะถ้าไม่มีทิศทางที่ชัดเจน คนเดินทางก็จะหลงวนไปมา เหนื่อยและท้อใจ ทิศทางจึงสำคัญมาก ถ้าไม่มี เราก็หลงทาง แต่ถ้ามี เราก็ไปถึงจุดหมายได้

ในช่วงคริสต์มาส เรานึกถึงบรรดาโหราจารย์จากทิศตะวันออกที่เดินทางไปพบพระกุมารเยซู พวกเขาไม่มีแผนที่หรือเข็มทิศ แต่มีดาวดวงหนึ่ง ดาวนั้นไม่ได้สำคัญในตัวมันเอง สิ่งสำคัญคือ “ผู้ที่ดาวชี้ไปหา” ดาวทำหน้าที่ของมันอย่างสมบูรณ์ ด้วยการนำทางผู้แสวงหาไปพบพระคริสตเจ้า

พระวรสารวันนี้เล่าให้เราฟังถึงนักบุญยอห์นผู้ทำพิธีล้าง ซึ่งทำสิ่งเดียวกัน เมื่อเขาเห็นพระเยซูเจ้า เขาประกาศว่า “ดูเถิด นี่คือลูกแกะของพระเจ้า” คำพูดนี้คือการชี้ไปที่พระเยซูเจ้า ไม่ใช่ชี้มาที่ตัวเอง ยอห์นรู้ว่าพันธกิจของเขาเสร็จสมบูรณ์แล้ว หน้าที่ของเขาไม่ใช่การรวบรวมศิษย์ไว้กับตนเอง แต่คือการนำพวกเขาไปหาผู้ที่ยิ่งใหญ่กว่า เขาไม่ยึดติดกับความสำคัญของตัวเอง ไม่สร้างชื่อเสียงให้ตัวเอง แต่ถ่อมใจและชี้ไปที่พระเยซูเจ้าเท่านั้น

บทเรียนนี้สำคัญมากสำหรับโลกปัจจุบัน ซึ่งเต็มไปด้วยสื่อสังคมออนไลน์และการยกย่องตัวเอง แม้เราจะทำความดี รับใช้ผู้อื่น สอนคำสอน หรือทำงานอภิบาล เราก็อาจเผลอวัดคุณค่าของตัวเองจากยอดไลก์ ผู้ติดตาม หรือคำชื่นชม แต่ถ้าชีวิตของเราชี้ไปหาตัวเองมากกว่าชี้ไปหาพระเยซูเจ้า เราก็พลาดเป้าหมายของชีวิตคริสตชนไปแล้ว

ลองนึกถึงคนที่ถามทาง ถ้าเขาได้รับคำแนะนำที่พาไปถึงบ้านของคนให้ทาง แทนที่จะไปถึงจุดหมายจริง นั่นคงน่าหงุดหงิดและทำให้หลงทาง เช่นเดียวกัน ถ้าชีวิตของเราชี้ไปหาตัวเราเอง เราก็กลายเป็นเหมือนเข็มทิศที่เสีย หมุนไปมาโดยไม่มีทิศเหนือที่แท้จริง แต่ถ้าคำพูด การกระทำ และการตัดสินใจของเราชี้ไปหาพระคริสตเจ้า เราก็จะเป็นเหมือนดาวแห่งเบธเลเฮม ที่นำผู้อื่นไปพบพระผู้ไถ่

เราจะใช้ชีวิตแบบนี้ได้อย่างไร? เราทำได้ด้วยความถ่อมใจ โดยตระหนักว่าสิ่งที่เราทำทั้งหมดเป็นเพื่อพระสิริมงคลของพระเจ้า ไม่ใช่เพื่อชื่อเสียงของเราเอง เราทำได้ด้วยการเป็นพยานชีวิต เพราะความเมตตา ความซื่อสัตย์ และการให้อภัยในชีวิตประจำวัน จะกลายเป็น “จุดสังเกต” ที่นำคนอื่นไปหาพระเยซูเจ้า เราทำได้ด้วยการภาวนา เพราะการภาวนาช่วยให้เราไม่หลงทิศ และยังคงเดินในทางของพระเจ้า และเราทำได้ด้วยการรับใช้ เพราะการรับใช้ด้วยใจไม่เห็นแก่ตัวคือการชี้ไปหาความรักของพระคริสตเจ้า

ชีวิตคริสตชนคือการเดินทาง เราเป็นทั้งผู้เดินทางเอง และเป็นผู้นำทางให้ผู้อื่น พ่อแม่ชี้ลูกไปหาพระเยซูเจ้า ครูชี้นักเรียน เพื่อนชี้เพื่อน และพระศาสนจักรชี้ทั้งโลกไปหาลูกแกะของพระเจ้า

วันนี้เราจึงควรถามตัวเองว่า ในบ้าน ที่ทำงาน หรือท่ามกลางครอบครัวและเพื่อนฝูง คำพูด การกระทำ และการดำรงอยู่ของเราชี้คนอื่นไปหาพระเยซูเจ้าหรือไม่ หรือชี้มาที่ตัวเราเอง เราเป็นดาวที่นำทาง หรือเป็นเพียงแสงจ้าที่ทำให้คนสับสน

ทิศทางคือทุกสิ่ง โหราจารย์พบพระมหากษัตริย์เพราะติดตามดาว ศิษย์ของยอห์นพบพระเมสสิยาห์เพราะยอห์นชี้ไปที่พระเยซูเจ้า ชีวิตของเราก็เช่นกัน ควรเป็นเครื่องหมายที่นำผู้อื่นไปหาพระคริสตเจ้า ท่ามกลางโลกที่เต็มไปด้วยเสียงรบกวน ความสับสน และการยกย่องตัวเอง เราถูกเรียกให้เป็นศิษย์ที่ชัดเจน ถ่อมตน และซื่อสัตย์ ชี้ไปที่พระองค์ผู้ทรงเป็นหนทาง ความจริง และชีวิต

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น