สมโภชพระคริสตเจ้าทรงแสดงองค์ (4 มกราคม 2025)
บทภาวนาจากพระวรสาร: มัทธิว 2:1–12
โดย Fr Clarence Devadass
ความงามของดวงดาวจะเห็นได้ชัดที่สุดในความมืดของยามค่ำคืน
ไม่ใช่เพราะดาวสว่างขึ้น แต่เพราะในความมืด เราเรียนรู้ที่จะมองเห็นมันในอดีต
ดวงดาวไม่ใช่แค่ของสวยงามบนท้องฟ้า
แต่เป็นสิ่งที่ช่วยนำทางผู้เดินทางในทะเลทรายและดินแดนที่ไม่คุ้นเคย
ดาวจึงไม่ใช่เครื่องประดับ แต่เป็นผู้นำทาง
เช่นเดียวกับการสมโภชพระคริสตสมภพในวันนี้
เราจำเป็นต้องย้อนกลับไปสู่ค่ำคืนอันเงียบสงบและมืดมิดที่เบธเลเฮม
คืนที่พระเจ้าทรงเลือกเผยแสงสว่างของพระองค์ออกมา ไม่ใช่ท่ามกลางความยิ่งใหญ่
การเฉลิมฉลอง หรือความเอิกเกริก แต่ในความเรียบง่าย ความถ่อมตน และความเงียบงัน
และในความมืดนั้นเอง พระเจ้าทรงวางดาวดวงหนึ่งไว้ เป็นแสงเล็ก ๆ แต่มั่นคง ซื่อสัตย์
และนำทางผู้ที่ยอมออกเดินทางเพื่อตามหา
วันนี้พระศาสนจักรเชิญชวนเราให้มองดูดาวดวงนั้นอีกครั้ง
ดาวที่ไม่ใช่เพื่อประดับฟ้า แต่เพื่อบอกเส้นทาง ดาวดวงนั้นคือพระคริสตเจ้า
แต่โลกของเราวันนี้เต็มไปด้วยแสงสว่างมากมาย ทั้งแสงแห่งความสำเร็จ ชื่อเสียง
อำนาจ ความมั่งคั่ง ความสุข และการยอมรับ แสงเหล่านี้ดูสว่างไสว ดึงดูดใจ
และสัญญาว่าจะมอบความสุขและความมั่นคงให้เรา แต่บ่อยครั้งมันกลับเป็นแสงที่วูบวาบ
ล่อลวง ทำให้เราหลงทาง และสุดท้ายก็ทิ้งเราไว้กับความว่างเปล่า
โซเชียลมีเดียกลายเป็นหนึ่งในแสงที่ทรงพลังที่สุดในชีวิตเรา
มันวัดคุณค่าของเราด้วยยอดไลก์และการยอมรับ ค่อย ๆ หล่อหลอมวิธีคิด การใช้ชีวิต
และแม้แต่การภาวนา โดยที่เราอาจไม่รู้ตัว
เราอาจเริ่มแสวงหาการยอมรับมากกว่าความจริง
แสวงหาความโด่งดังมากกว่าความหมายของชีวิต และค่อย ๆ วางตนเองไว้เป็นศูนย์กลาง
ราวกับอยากเป็นดาวเสียเอง แทนที่จะเดินตามพระคริสตเจ้า
คำถามสำคัญในวันนี้จึงคือ
เรากำลังตามแสงไหนอยู่กันแน่ เป็นแสงที่สว่างจ้า เรียกร้องความสนใจ
แต่ไม่บอกทิศทาง หรือเป็นแสงเงียบ ๆ ที่มั่นคงของพระเจ้า ซึ่งอาจไม่โดดเด่น
แต่ซื่อสัตย์ นำเราไปสู่ความจริง ความถ่อมตน และชีวิตแท้ ดาวแห่งเบธเลเฮมสอนเราว่าการเป็นศิษย์ต้องอาศัยความอดทน
ความสุภาพถ่อมตน และความเชื่อ บรรดานักปราชญ์ต้องเดินทางไกล เผชิญความไม่แน่นอน
และแม้จะหลงทางบ้าง แต่พวกเขาไม่หยุด เพราะเชื่อว่าแสงนั้นมาจากพระเจ้า
และเมื่อไปถึง ดาวก็ไม่ได้นำพวกเขาไปสู่บัลลังก์ หากแต่นำไปหาพระกุมารผู้เปราะบาง
ยากจน และเปี่ยมด้วยความรัก
วันสมโภชพระคริสตเจ้าทรงแสดงองค์เตือนเราว่า
พระคริสตเจ้ายังคงทรงเผยพระองค์ในวันนี้ ไม่เสมอไปในความยิ่งใหญ่หรือความตระการตา
แต่บ่อยครั้งในความเรียบง่ายของชีวิตประจำวัน หากเราจะมองเห็นพระองค์
เราจำเป็นต้องมี “ค่ำคืนเบธเลเฮม” อยู่ในใจ คือพื้นที่แห่งความสงบ ความเงียบ
และการใคร่ครวญ เมื่อเราถอยออกจากความวุ่นวาย ความเร่งรีบ และเสียงรบกวน
เราจึงจะรับรู้การประทับอยู่ของพระองค์ได้อย่างชัดเจน
เช่นเดียวกับการมองผ่านรูเล็ก ๆ ที่ช่วยให้เห็นภาพคมชัดขึ้น
ชีวิตฝ่ายจิตของเราก็ต้องการช่วงเวลาเช่นนั้นกับพระเจ้า ผ่านศีลศักดิ์สิทธิ์
การภาวนา และพระวาจา เพื่อช่วยให้เราเห็นอย่างชัดเจน ตัดผ่านสิ่งรบกวน
และเดินตามพระองค์อย่างซื่อสัตย์
ในโลกที่แสงสว่างวูบวาบล้อมรอบเรา
เราจำเป็นต้องมีแสงที่มั่นคง แสงที่ไม่เรียกร้องความสนใจ ไม่เลือนหาย และไม่ดับสูญ
แสงนั้นคือพระคริสตเจ้า ดาวแห่งเบธเลเฮม
แสงเดียวที่สามารถนำเราไปสู่ชีวิตแท้ได้จริง ๆ
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น