วันศุกร์ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2569

วันอาทิตย์ใบลาน (29 มีนาคม 2026) พระวรสาร: มัทธิว 21:1-11; มัทธิว 26:14–27:66

 


วันอาทิตย์ใบลาน (29 มีนาคม 2026)
พระวรสาร: มัทธิว 21:1-11; มัทธิว 26:14–27:66
โดย คุณพ่อ Clarence Devadass

เมื่อเกือบสี่สิบวันที่ผ่านมา เราได้เริ่มต้นการเดินทางร่วมกัน การเดินทางที่เริ่มจากการรับเถ้าที่หน้าผาก เครื่องหมายเล็ก ๆ ที่เรียบง่ายแต่มากด้วยความหมายนี้ เตือนเราว่า “จงกลับใจและหันกลับมาหาพระเจ้า” เป็นคำเชิญให้เราหยุดท่ามกลางชีวิตที่วุ่นวาย หันกลับมามองชีวิตของตนเอง และฟื้นฟูความสัมพันธ์กับพระเจ้าที่อาจค่อย ๆ เลือนหายไปโดยไม่รู้ตัว

และวันนี้ เรามาถึงวันอาทิตย์ใบลาน ประตูสู่สัปดาห์ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดของความเชื่อของเรา เราระลึกถึงเหตุการณ์ที่พระเยซูคริสต์เสด็จเข้าสู่กรุงเยรูซาเล็ม ฝูงชนเต็มไปด้วยความตื่นเต้น พวกเขาโบกกิ่งปาล์ม เปล่งเสียงสรรเสริญ และต้อนรับพระองค์ดุจกษัตริย์ ในความคิดของพวกเขา นี่คือช่วงเวลาที่ทุกอย่างจะเปลี่ยนไป การปลดปล่อยจากอำนาจของโรมันที่รอคอยมานานได้มาถึงแล้ว

แต่สิ่งที่พวกเขาคาดหวัง กับสิ่งที่พระเจ้าทรงเปิดเผย กลับแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง พระเยซูเจ้าไม่ได้เสด็จเข้ามาบนหลังม้าศึก แต่บนหลังลา ไม่ใช่สัญลักษณ์ของอำนาจ แต่เป็นสัญลักษณ์ของความถ่อมตน ไม่ใช่การแสดงอำนาจเหนือใคร แต่เป็นสันติภาพ และสิ่งนี้เองได้กำหนดทิศทางของทุกสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไป

เพราะบัลลังก์ของกษัตริย์พระองค์นี้ไม่เหมือนใคร มันไม่ได้ทำจากทองคำ หรือยกสูงในพระราชวัง แต่บัลลังก์ของพระองค์มีสองลักษณะ คือ ลาตัวหนึ่ง และในที่สุดคือไม้กางเขน ทั้งสองสิ่งนี้ชวนให้ประหลาดใจ และคาดไม่ถึง และทั้งสองเผยให้เห็นสิ่งสำคัญเกี่ยวกับพระเยซูเจ้าว่า พระองค์ทรงเป็นกษัตริย์ที่แสดงอำนาจผ่านการเสียสละ

เมื่อเราเดินเข้าสู่สัปดาห์ศักดิ์สิทธิ์ เราจะเห็นว่าไม่มีสิ่งใดที่เกิดขึ้นกับพระเยซูเจ้าเป็นเรื่องบังเอิญ ไม่ว่าจะเป็นการทรยศ ความทุกข์ทรมาน หรือแม้แต่การถูกตัดสินต่อหน้าปอนทิอัส ปีลาต พระเยซูเจ้าไม่ใช่เหยื่อของสถานการณ์ พระองค์ไม่ได้พ่ายแพ้ต่ออำนาจทางการเมืองหรือผู้นำศาสนา พระองค์ทรงเลือกเส้นทางนี้ พระองค์ทรงควบคุมทุกสิ่ง พระองค์ทรงโอบรับไม้กางเขน และจากไม้กางเขนนั้น ซึ่งเป็นบัลลังก์สูงสุดของพระองค์ พระองค์ทรงเปิดเผยความรักอันลึกซึ้งของพระเจ้าที่มีต่อมนุษยชาติ

การติดตามพระเยซูเจ้า ไม่ใช่เพียงการเฉลิมฉลองพระองค์ในเวลาที่ทุกอย่างดีเหมือนฝูงชนในวันอาทิตย์ใบลาน ความจริงแล้ว ฝูงชนเดียวกันนั้นก็หันหลังให้พระองค์ เมื่อพบว่าพระองค์ไม่เป็นไปตามความคาดหวังของพวกเขา

ความเป็นศิษย์แท้จริง คือการเดินไปกับพระเยซูเจ้า แม้เมื่อเส้นทางนั้นยากลำบาก หรือไม่เป็นไปตามที่เราคาดหวัง การเป็นศิษย์เกี่ยวข้องกับการเสียสละ ไม่จำเป็นต้องยิ่งใหญ่หรือโดดเด่น แต่เป็นสิ่งที่แท้จริงและมีความหมาย

ดังนั้น คำถามที่เราถูกเชิญให้ไตร่ตรองในวันนี้คือ พระเจ้าทรงเรียกเราให้เสียสละอย่างไร สำหรับหลายคน การเสียสละไม่ได้หมายถึงการแบกไม้กางเขนจริง ๆ แต่ปรากฏอยู่ในช่วงเวลาธรรมดาของชีวิต เช่น การเลือกให้อภัยเมื่อการเก็บความโกรธไว้ดูง่ายกว่า การอดทนกับคนที่ทำให้เรารำคาญ การยืนหยัดในสิ่งที่ถูกต้อง แม้ต้องแลกด้วยความนิยม หรือความสบายของตนเอง การปฏิเสธความเท็จ และเลือกยืนอยู่ข้างความจริงและความซื่อสัตย์

บางครั้ง การเสียสละคือการปล่อยวางการควบคุม เชื่อมั่นว่าหนทางของพระเจ้าดีกว่าแผนของเรา บางครั้งคือการอยู่กับปัจจุบัน วางโทรศัพท์ลง ห่างจากสิ่งรบกวน และมองเห็นผู้คนที่พระเจ้าทรงมอบให้เราอย่างแท้จริง

ในโลกที่บอกให้เราแสวงหาความสะดวกสบาย ความสำเร็จ และการยกย่องตนเอง หนทางของพระเยซูเจ้าอาจดูสวนทาง กษัตริย์บนหลังลา บัลลังก์ที่เป็นไม้กางเขน ชัยชนะผ่านการยอมมอบตน และกระนั้นเอง นี่คือที่ที่ชีวิตแท้จริงถูกค้นพบ

เมื่อเราเข้าสู่สัปดาห์ศักดิ์สิทธิ์นี้ เราไม่ได้เพียงระลึกถึงเหตุการณ์ในอดีต แต่เราถูกเชิญให้เข้าไปมีส่วนร่วมในเหตุการณ์นั้น ให้เราใช้ชีวิตและคว้าโอกาสแห่งช่วงเวลานี้ เราถูกเชิญให้เดินไปกับพระเยซูเจ้า ให้ไว้วางใจพระองค์ และให้รักเหมือนที่พระองค์ทรงรัก

ดังนั้น วันนี้ ขณะที่เราโบกกิ่งปาล์มและขับร้องสรรเสริญ ขอให้เราเตรียมใจของเราไว้ด้วย เพราะพระเยซูเจ้าองค์เดียวกันที่เราต้อนรับเป็นกษัตริย์ คือพระองค์เดียวกันที่จะสอนเราว่าการให้ การรับใช้ และการเสียสละที่แท้จริงคืออะไรในวันต่อ ๆ ไป

และในสิ่งนั้นเอง เราอาจค้นพบว่า การเลือกที่จะเสียสละ ไม่ใช่การสูญเสีย แต่คือสถานที่ที่ความรักของพระเจ้าปรากฏอย่างเป็นจริงที่สุดในชีวิตของเรา

 


วันเสาร์ที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2569

วันอาทิตย์ที่ 5 เทศกาลมหาพรต (22 มีนาคม 2026) พระวรสาร: ยอห์น 11:1–45

 

🌿 วันอาทิตย์ที่ 5 เทศกาลมหาพรต (22 มีนาคม 2026)

พระวรสาร: ยอห์น 11:1–45

เรามักได้ยินว่า “เทศกาลมหาพรตคือการเดินทาง” เปรียบเหมือนช่วงเวลาที่พระเยซูเจ้าทรงอยู่ในถิ่นทุรกันดาร 40 วันหลังจากรับพิธีล้างบาป เป็นเวลาของการทดสอบ การภาวนา และการเตรียมตัว แต่ความจริงแล้ว มหาพรตไม่ใช่สิ่งที่ง่ายหรือสบาย ไม่ใช่การเดินเล่นอย่างผ่อนคลาย หากแต่เป็นคำเชิญให้เราได้พบพระเยซูคริสตเจ้าอย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น ซึ่งการพบพระองค์นี้มีพลังที่จะเปลี่ยนแปลงชีวิตของเราจากภายใน

ผ่านทางการภาวนา การจำศีลอดอาหาร และการให้ทาน พระศาสนจักรได้ชี้นำเราไปบนเส้นทางนี้ สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เพียงกิจกรรมภายนอกหรือหน้าที่ที่ต้องทำเท่านั้น แต่มีไว้เพื่อเปิดใจของเรา และช่วยให้เรากลับมาพบพระคริสตเจ้าอย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น เมื่อเราได้พบพระองค์อย่างแท้จริง ผลที่เกิดขึ้นย่อมเป็นสิ่งเดียวกันเสมอ คือการกลับใจและการเริ่มต้นชีวิตใหม่

ตลอดช่วงมหาพรตนี้ เราถูกถามคำถามสำคัญอยู่เสมอว่า “พระเยซูเจ้าคือใครสำหรับฉัน?” คำถามนี้ไม่ใช่เพียงเรื่องสำหรับการสนทนา ไม่ใช่สิ่งที่เป็นนามธรรมหรือเชิงทฤษฎี แต่เป็นคำถามที่ลึกซึ้งและเป็นเรื่องส่วนตัว ซึ่งแต่ละคนต้องตอบด้วยชีวิตของตนเอง เป็นการประกาศความเชื่อที่เราต้องกล่าวใหม่อีกครั้งในการเดินทางครั้งนี้

พระวรสารในแต่ละวันอาทิตย์ของมหาพรตช่วยนำทางเราไปสู่คำตอบ ผ่านเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่ผู้คนได้พบพระคริสตเจ้า ในสัปดาห์แรก เราเห็นพระเยซูเจ้าในถิ่นทุรกันดาร ถูกปีศาจทดลอง แม้แต่ผู้ทดลองยังรับรู้ถึงพระลักษณะของพระองค์ว่าเป็นพระบุตรของพระเจ้า ในสัปดาห์ที่สอง ในเหตุการณ์การสำแดงพระสิริรุ่งโรจน์ของพระเยซูเจ้า บรรดาศิษย์ได้ยินพระสุรเสียงของพระบิดาว่า “ผู้นี้เป็นบุตรสุดที่รักของเรา” ในสัปดาห์ที่สาม หลังจากสนทนากับพระเยซูเจ้า หญิงชาวสะมาเรียก็ยอมรับว่าพระองค์คือพระคริสต์ ผู้ทรงรับเจิม สัปดาห์ที่สี่ ชายที่ตาบอดแต่กำเนิดซึ่งได้รับการรักษา ประกาศว่าพระองค์เป็นผู้เผยพระวจนะ และในวันนี้ (สัปดาห์ที่ห้า) มาร์ธาได้ประกาศความเชื่ออย่างลึกซึ้งว่า “พระองค์คือพระคริสต์ พระบุตรของพระเจ้า”

ทีละขั้นตอน การพบปะเหล่านี้เปิดเผยให้เราเห็นว่าพระเยซูเจ้าคือใครอย่างแท้จริง และนำเราเข้าใกล้การเปิดเผยสูงสุด ซึ่งเกิดขึ้นบนไม้กางเขน ที่ซึ่งพระลักษณะของพระองค์ได้รับการเผยให้เห็นอย่างสมบูรณ์ผ่านความรักที่หลั่งออกมาเพื่อความรอดของโลก

แต่มหาพรตไม่ได้เป็นเพียงการฟังว่าคนอื่นพูดถึงพระเยซูเจ้าว่าอย่างไรเท่านั้น หากแต่เป็นการถามตัวเราเองว่า “พระคริสต์คือใครสำหรับฉัน?” และที่สำคัญยิ่งกว่านั้นคือ พระองค์มีผลอย่างไรต่อชีวิตของฉัน

การพูดคำที่ถูกต้องนั้นไม่ยาก การประกาศความเชื่อด้วยปากก็ทำได้ง่าย แต่ความเชื่อที่แท้จริงต้องลึกซึ้งยิ่งกว่านั้น ต้องสะท้อนออกมาในวิธีคิด วิธีพูด และวิธีการดำเนินชีวิตของเรา

ความคิดของเราสะท้อนหรือไม่ว่าพระเยซูเจ้าเป็นศูนย์กลางของชีวิตเรา คำพูดของเราแสดงให้เห็นหรือไม่ว่าเราถูกหล่อหลอมด้วยความจริงและความรักของพระองค์ เป็นคำพูดที่เสริมสร้างผู้อื่นหรือทำร้าย เป็นคำพูดแห่งความเมตตาหรือเต็มไปด้วยความโกรธและการนินทา และการกระทำในชีวิตประจำวันของเราสะท้อนความเมตตาและความรักของพระคริสต์หรือไม่ โดยเฉพาะต่อผู้ที่กำลังทุกข์ยาก โดดเดี่ยว หรือขาดแคลน

นี่คือความท้าทายที่แท้จริงของมหาพรต คือการทำให้ทั้งชีวิตของเรากลายเป็นการประกาศความเชื่อที่มีชีวิต

เมื่อเราภาวนา เราเปิดใจรับพระเจ้า เมื่อเราจำศีลอดอาหาร เราเรียนรู้ที่จะละความเห็นแก่ตัว และเปิดพื้นที่ให้พระเจ้าและผู้อื่น เมื่อเราให้ทาน เราทำให้ความรักของพระคริสต์ปรากฏอย่างเป็นรูปธรรมในโลก

เมื่อเราเริ่มดำเนินชีวิตในลักษณะนี้ สิ่งหนึ่งจะเกิดขึ้น คือชีวิตของเราจะเริ่มประกาศว่า “พระเยซูเจ้าคือองค์พระผู้เป็นเจ้า” ไม่ใช่เฉพาะในวัด หรือในเวลาภาวนาเท่านั้น แต่ในชีวิตประจำวันของเรา ในการเลือก การให้อภัย การรับใช้ และการรักผู้อื่น

เมื่อเราเข้าใกล้สัปดาห์ศักดิ์สิทธิ์ ขออย่าเพียงพอใจกับการรู้จักพระเยซูเจ้าหรือการพูดถึงพระองค์เท่านั้น แต่ขอให้ชีวิตของเราสะท้อนคำประกาศของมาร์ธาว่า “พระองค์คือพระคริสต์ พระบุตรของพระเจ้า”

ในสัปดาห์นี้ ขอให้เราหยุดคิดสักครู่ และถามตัวเองว่า ฉันจะสามารถประกาศว่าพระเยซูเจ้าเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้า ผ่านการกระทำหนึ่งอย่าง ให้กับผู้ที่ยังไม่รู้จักพระองค์ได้อย่างไร อาจเป็นเพียงการแสดงความเมตตา คำพูดให้กำลังใจ การให้อภัย หรือการเป็นพยานเงียบ ๆ ด้วยชีวิตของเรา

ในช่วงเวลานั้น เราอาจกลายเป็นหนทางที่ทำให้ใครบางคนได้พบพระคริสตเจ้า

ขณะที่เราเดินต่อไปสู่ไม้กางเขน ขอให้การพบกับความรักของพระองค์เปลี่ยนแปลงชีวิตเราอย่างลึกซึ้ง จนเมื่อผู้อื่นมองมาที่เรา เขาจะสามารถมองเห็นพระคริสต์ผู้ทรงพระชนม์อยู่ในโลกวันนี้

วันเสาร์ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2569

วันอาทิตย์ที่ 4 เทศกาลมหาพรต (15 มีนาคม 2026) พระวรสาร: ยอห์น 9:1–41

 


วันอาทิตย์ที่ 4 เทศกาลมหาพรต (15 มีนาคม 2026)
พระวรสาร: ยอห์น 9:1–41

วันนี้เราเดินทางมาถึง ช่วงกึ่งกลางของเทศกาลมหาพรต และพระศาสนจักรเรียกวันอาทิตย์นี้ว่า “Laetare Sunday” คำว่า Laetare แปลว่า จงชื่นชมยินดี”

แม้มหาพรตจะเป็นช่วงเวลาของการกลับใจ การภาวนา และการสำนึกผิด พระศาสนจักรก็เชื้อเชิญเราให้

ยกหัวใจขึ้นด้วยความยินดี เพราะเทศกาลปัสกากำลังใกล้เข้ามาแล้ว

สีชมพูของอาภรณ์พิธีกรรมในวันนี้ เป็นสัญลักษณ์เตือนใจว่า
แสงสว่างของพระคริสต์กำลังเริ่มส่องเข้ามาในเส้นทางมหาพรตของเรา

วันนี้จึงเหมือน การหยุดพักสั้น ๆ ระหว่างการเดินทางในทะเลทราย
เพื่อเตือนเราว่า แม้เราจะกำลังอดอาหาร ภาวนา และกลับใจ
พระพรของพระเจ้าก็มีอยู่แล้วในชีวิตของเรา และชัยชนะของพระองค์ก็มั่นคงแน่นอน

พระวรสารเรื่อง ชายตาบอดแต่กำเนิด สอดคล้องกับสารของวันนี้อย่างงดงาม

พระเยซูเจ้าทรงเปิดดวงตาของเขา ไม่เพียงเพื่อให้เขาเห็นโลก
แต่เพื่อให้เขา มองเห็นการประทับอยู่ของพระเจ้าในชีวิตของเขา

การรักษานี้จึงเป็นสัญลักษณ์ว่า
แสงสว่างของพระเจ้ามีพลังยิ่งกว่าความมืดใด ๆ

มหาพรตไม่ได้ถูกกำหนดให้เป็นฤดูกาลแห่งความเศร้าหมอง
แต่เป็นช่วงเวลาที่ ดวงตาของเราถูกเปิดออก
เพื่อให้เราเห็นพระพรของพระเจ้า แม้ท่ามกลางความยากลำบาก

แต่บ่อยครั้ง เรากลับทุกข์ทรมานจาก ความตาบอดอีกแบบหนึ่ง

นั่นคือ ความตาบอดที่เกิดจากการมองเห็นแต่ปัญหาของตนเอง

เรามองเห็นภาระที่ต้องแบก
ความผิดหวังที่ต้องเผชิญ
ความยากลำบากที่กดทับหัวใจ

แต่เรากลับ มองไม่เห็นพระพรเล็ก ๆ ที่อยู่รอบตัวทุกวัน

เราอาจมองข้ามของขวัญเล็ก ๆ เช่น
ความเมตตาของเพื่อนคนหนึ่ง
อาหารที่อยู่บนโต๊ะของเรา
ความงดงามของธรรมชาติ
หรือแม้แต่ ลมหายใจแห่งชีวิต

ความตาบอดแบบนี้อันตราย เพราะมัน ขโมยความยินดีไปจากชีวิตเรา

มันทำให้เราคิดว่าพระเจ้าไม่อยู่กับเรา
ทั้งที่ความจริงแล้ว พระองค์ทรงอยู่กับเราเสมอ

ในพระวรสาร พวกฟาริสีมีดวงตาที่มองเห็นได้สมบูรณ์
แต่หัวใจของพวกเขา กลับมืดบอดต่อปาฏิหาริย์ที่เกิดขึ้นตรงหน้า

พวกเขาไม่สามารถชื่นชมยินดีกับการรักษานั้นได้
เพราะหัวใจของพวกเขาปิดอยู่

และบ่อยครั้ง เราเองก็อาจตกอยู่ในกับดักเดียวกัน
เราไม่สามารถชื่นชมยินดีได้
เพราะเราหมกมุ่นอยู่กับ ปัญหาของเรา” มากเกินไป

วันอาทิตย์ Laetare จึงเรียกร้องให้เรา เปิดตาของเรา

มันเตือนเราว่า
แม้ในมหาพรต
แม้ในช่วงเวลาแห่งการเสียสละ
เรายังมีเหตุผลมากมายที่จะชื่นชมยินดี

พระเจ้าทรงอยู่กับเรา
พระพรของพระองค์เป็นความจริง
แม้จะเป็นพระพรเล็ก ๆ ก็ตาม
พระองค์ทรงอยู่กับเราเสมอ
แม้บางครั้งเราจะไม่ทันสังเกต

ลองนึกถึงชายตาบอดในพระวรสาร

ความทุกข์ของเขาเป็นเรื่องจริง
แต่ความทุกข์นั้นกลับกลายเป็น สถานที่ที่พระสิริรุ่งโรจน์ของพระเจ้าถูกเปิดเผย

เช่นเดียวกัน ความยากลำบากของเรา
อาจกลายเป็น สถานที่ที่ความรักของพระเจ้าส่องแสงชัดเจนที่สุด

ถ้าเราอนุญาตให้พระเยซูเจ้าสัมผัสดวงตาของเรา
เราจะเริ่ม มองเห็นชีวิตแตกต่างออกไป

เราจะค้นพบว่า
แม้ในความยากลำบาก พระหรรษทานก็ยังมีอยู่
แม้ในความเศร้า พระพรก็ยังมีมากมาย

นี่คือคำเชื้อเชิญของมหาพรต

ให้เราเดินทางจาก
ความมืดบอด สู่การมองเห็น
จากการบ่น สู่ความกตัญญู
จากความสิ้นหวัง สู่ความยินดี

การภาวนา เปิดตาของเราให้เห็นการประทับอยู่ของพระเจ้า

การอดอาหาร ช่วยขจัดสิ่งรบกวนที่ทำให้เรามืดบอด

การแบ่งปันแก่ผู้ยากไร้ ช่วยให้เราเห็นพระคริสต์ในใบหน้าของผู้อื่น

และ ความกตัญญูรู้คุณ ทำให้เราสามารถชื่นชมยินดี
แม้ในช่วงเวลาของการเสียสละ

การเดินทางของชายที่ได้รับการรักษา
ก็เป็น การเดินทางของเราเช่นกัน

ตอนแรก เขามองพระเยซูเจ้าเพียงว่า
ชายคนหนึ่ง”

ต่อมา เขาเริ่มเห็นพระองค์เป็น
ประกาศก”

และในที่สุด เขาก็ประกาศความเชื่อว่า
พระองค์คือองค์พระผู้เป็นเจ้า”

ดวงตาของเราก็ต้องค่อย ๆ ถูกเปิดออกเช่นกัน
ทีละขั้น
จนกระทั่งเราไม่เพียงเห็นพระเยซูเจ้าในโบสถ์เท่านั้น
แต่เห็นพระองค์ ในทุกช่วงเวลาของชีวิต

ดังนั้น วันอาทิตย์ Laetare จึงเตือนเราว่า
มหาพรตไม่ได้มีไว้เพียงเพื่อให้เราเห็นบาปของตนเองเท่านั้น

แต่มหาพรตยังเป็นเวลาที่ช่วยให้เรา
มองเห็นพระพรของพระเจ้า

เป็นเวลาที่เราจะเปิดตา
เพื่อรับรู้การประทับอยู่ของพระองค์
ในชีวิตประจำวันของเรา

ในสัปดาห์นี้ ขอให้เราภาวนาด้วยความถ่อมใจว่า

พระเจ้าข้า โปรดรักษาความมืดบอดของข้าพเจ้า
โปรดช่วยให้ข้าพเจ้าเห็นพระพรของพระองค์
และช่วยให้ข้าพเจ้ามองเห็นการประทับอยู่ของพระองค์
ทั้งในความยินดี และในความยากลำบากของชีวิต”


วันอาทิตย์ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2569

สัปดาห์ที่ 3 เทศกาลมหาพรต (8 มีนาคม 2026) พระวรสาร: ยอห์น 4:5–43

 

สัปดาห์ที่ 3 เทศกาลมหาพรต (8 มีนาคม 2026)
พระวรสาร: ยอห์น 4:5–43
Fr Clarence Devadass

ในชีวิตของเราแต่ละคน ไม่ช้าก็เร็ว เรามักจะเคยตั้งคำถามหนึ่งที่ดูเหมือนเรียบง่าย แต่ลึกซึ้งมาก นั่นคือ
“ชีวิตทั้งหมดนี้มีความหมายอะไร?”

ทำไมฉันต้องไปโรงเรียน?
ทำไมฉันต้องทำงาน?
ทำไมฉันต้องต่อสู้กับความรับผิดชอบ ความคาดหวัง และความยากลำบากต่าง ๆ?
ทำไมฉันจึงเกิดมาอยู่ในสถานการณ์แบบนี้ พร้อมกับเงื่อนไขชีวิตและภาระต่าง ๆ เหล่านี้?

ลึกลงไปในหัวใจของมนุษย์ทุกคน มีการแสวงหาความหมายของชีวิต เราต้องการรู้ว่าชีวิตของเรามีคุณค่า และการเดินทางของชีวิตนี้มีจุดหมายบางอย่าง

บ่อยครั้ง เมื่อคนเราค้นพบความหมายนั้นได้ ชีวิตก็เริ่มเปลี่ยนไป ทุกอย่างดูเหมือนมีทิศทางใหม่ ความยากลำบากอาจไม่ได้หายไปทันที แต่เราจะเริ่มเข้าใจว่ามันมีความหมายอะไร

ผมนึกถึงตอนที่ยังเรียนอยู่ในบ้านเณร ผมได้อ่านหนังสือเล่มหนึ่งชื่อ Man’s Search for Meaning ของ Viktor Frankl

แฟรงเคิลเป็นผู้รอดชีวิตจากค่ายกักกันของนาซีในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ท่ามกลางความทุกข์ทรมานอย่างเหลือเชื่อ เขาสังเกตเห็นสิ่งหนึ่งที่น่าทึ่งเกี่ยวกับจิตใจของมนุษย์

คนที่รอดชีวิตมาได้จำนวนมาก ไม่ใช่คนที่แข็งแรงที่สุดทางร่างกาย แต่เป็นคนที่ มีเหตุผลที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไป

แฟรงเคิลเขียนประโยคที่มีชื่อเสียงว่า
“มนุษย์สามารถทนต่อ ‘อย่างไร’ ได้แทบทุกอย่าง ถ้าเขามี ‘ทำไม’ ที่จะมีชีวิตอยู่”

เขาค้นพบว่า ความหมายของชีวิตไม่ได้อยู่ที่ความสุขทางกาย ความสนุก หรือทรัพย์สิน แต่พบได้ใน ความรัก ความรับผิดชอบ และความเชื่อ

พระวรสารในวันนี้ในช่วงเทศกาลมหาพรต ก็แสดงให้เราเห็นการแสวงหาความหมายของชีวิตเช่นเดียวกัน เราได้พบกับหญิงคนหนึ่งที่กำลังค้นหาจุดหมายของชีวิต

พระเยซูคริสตเจ้าทรงพบกับ หญิงชาวสะมาเรียที่บ่อน้ำ

ในตอนแรก เธอดูเหมือนเป็นเพียงคนธรรมดาที่กำลังใช้ชีวิตประจำวัน แต่พระวรสารเผยให้เห็นบางสิ่งที่ลึกกว่านั้น

เธอไม่ได้เป็นคนที่ได้รับการยอมรับมากนักในเมืองของเธอ ด้วยเหตุจากอดีตและชื่อเสียงของเธอ เธออาจพยายามหลีกเลี่ยงผู้คน และใช้ชีวิตอยู่กับความอับอายและความโดดเดี่ยว

แต่ในช่วงเวลานั้น พระเยซูทรงพบกับเธอ

พระองค์มองเห็นมากกว่าอดีตของเธอ พระองค์มองเห็นหัวใจของเธอ พระองค์ทรงรู้ถึงความกระหายลึก ๆ ของเธอ ที่ต้องการ ความหมาย ศักดิ์ศรี และความหวัง

พระเยซูตรัสกับเธอถึง “น้ำแห่งชีวิต”
น้ำที่ไม่ได้ดับเพียงความกระหายทางกาย แต่ดับความกระหายลึกในจิตใจของมนุษย์

เมื่อการพบกันครั้งนั้นจบลง ทุกอย่างก็เปลี่ยนไป

หญิงคนที่เคยหลีกเลี่ยงผู้คนในเมือง กลับวิ่งกลับไปหาพวกเขา คนที่เคยหลบซ่อน กลับกลายเป็นผู้ประกาศข่าว

เธอบอกกับผู้คนว่า
“มาดูสิ มีชายคนหนึ่งที่บอกทุกอย่างที่ฉันเคยทำ”

เพราะเธอได้พบพระเยซู เธอจึงค้นพบความหมายของชีวิตอีกครั้ง

เทศกาลมหาพรตเตือนใจเราว่า การเดินทางแห่งความเชื่อของเรา ก็เป็นการแสวงหาสิ่งที่เติมเต็มหัวใจของเราอย่างแท้จริง

เหมือนกับหญิงชาวสะมาเรีย บ่อยครั้งเราพยายามดับความกระหายในชีวิตด้วยหลายวิธี

เราอาจมองหาความสุขจาก
ความสำเร็จ
ชื่อเสียง
ความสะดวกสบาย
เงินทอง
หรือทรัพย์สิน

โลกมักบอกเราว่าสิ่งเหล่านี้จะทำให้เรามีความสุข

แต่ประสบการณ์สอนเราว่า สิ่งเหล่านี้ไม่เคยทำให้เราพอใจอย่างแท้จริง

มันอาจให้ความสุขชั่วคราว แต่ความกระหายลึกในหัวใจจะกลับมาอีกเสมอ

เทศกาลมหาพรตเชิญชวนให้เราหยุด และถามตัวเองอย่างซื่อสัตย์ว่า

ฉันกำลังมองหาความหมายของชีวิตจากที่ไหน?
ฉันกำลังพยายามดับความกระหายในหัวใจของฉันด้วยอะไร?

การปฏิบัติตามธรรมประเพณีของเทศกาลมหาพรต ได้แก่
การภาวนา การจำศีลอด และการทำความดีช่วยเหลือผู้อื่น

สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เพียงข้อปฏิบัติทางศาสนาเท่านั้น

แต่มันคือวิธีที่ช่วยให้เรากลับไปยัง บ่อน้ำที่พระคริสตเจ้ากำลังรอเราอยู่

ผ่านการภาวนา เราใช้เวลากับพระเจ้า และเปิดใจให้พระองค์ตรัสกับเรา เหมือนที่พระองค์ตรัสกับหญิงชาวสะมาเรีย

ผ่านการจำศีลอด เราเรียนรู้ที่จะปล่อยวางสิ่งต่าง ๆ ที่อาจควบคุมชีวิตของเรา หรือทำให้เราห่างจากพระเจ้า

ผ่านการทำความดี เราค้นพบว่าความหมายที่แท้จริงของชีวิต มักเกิดขึ้นเมื่อเรา รักและรับใช้ผู้อื่น

เมื่อเราทำสิ่งเหล่านี้อย่างจริงใจ เราจะเริ่มสัมผัสกับ “น้ำแห่งชีวิต” ที่พระเยซูทรงสัญญาไว้
นั่นคือ พระหรรษทาน พระเมตตา และความรักของพระองค์

ในเทศกาลมหาพรตนี้ เราได้รับเชิญให้มาที่บ่อน้ำ พร้อมกับความกระหาย คำถาม ความยากลำบาก และการแสวงหาความหมายของชีวิต

และที่นั่น เราจะค้นพบว่า
พระคริสตเจ้ากำลังรอเราอยู่แล้ว

พระองค์ทรงรู้จักอดีตของเรา
พระองค์ทรงเข้าใจการต่อสู้ของเรา
และถึงกระนั้น พระองค์ยังทรงมอบ น้ำแห่งชีวิต ที่สามารถเติมเต็มหัวใจของมนุษย์อย่างแท้จริง

ในสัปดาห์ที่สามของเทศกาลมหาพรตนี้ ขอให้เราตัดสินใจทำสิ่งง่าย ๆ แต่เป็นรูปธรรมสักอย่างหนึ่ง

ใช้เวลาเงียบ ๆ สักครู่ในการภาวนากับพระเจ้า
กลับไปหาศีลอภัยบาป หากเราไม่ได้รับศีลนี้มานาน
และมองหาโอกาสอย่างน้อยหนึ่งครั้งที่จะทำความดีช่วยเหลือผู้ที่กำลังต้องการ

ถ้าเราเปิดหัวใจของเราให้พระองค์
พระคริสตเจ้าจะทรงเติมเต็มเราด้วย น้ำแห่งชีวิตของพระองค์

และเหมือนกับหญิงชาวสะมาเรีย
เมื่อเราได้พบพระองค์อย่างแท้จริง
เราจะไม่สามารถเก็บความยินดีนั้นไว้กับตัวเองได้
แต่จะเริ่มแบ่งปันความยินดีนั้นให้กับผู้อื่นโดยธรรมชาติ