🌿 วันอาทิตย์ที่
5 เทศกาลมหาพรต (22 มีนาคม 2026)
พระวรสาร: ยอห์น 11:1–45
เรามักได้ยินว่า “เทศกาลมหาพรตคือการเดินทาง”
เปรียบเหมือนช่วงเวลาที่พระเยซูเจ้าทรงอยู่ในถิ่นทุรกันดาร 40 วันหลังจากรับพิธีล้างบาป เป็นเวลาของการทดสอบ การภาวนา และการเตรียมตัว
แต่ความจริงแล้ว มหาพรตไม่ใช่สิ่งที่ง่ายหรือสบาย ไม่ใช่การเดินเล่นอย่างผ่อนคลาย
หากแต่เป็นคำเชิญให้เราได้พบพระเยซูคริสตเจ้าอย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น
ซึ่งการพบพระองค์นี้มีพลังที่จะเปลี่ยนแปลงชีวิตของเราจากภายใน
ผ่านทางการภาวนา การจำศีลอดอาหาร และการให้ทาน
พระศาสนจักรได้ชี้นำเราไปบนเส้นทางนี้
สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เพียงกิจกรรมภายนอกหรือหน้าที่ที่ต้องทำเท่านั้น
แต่มีไว้เพื่อเปิดใจของเรา และช่วยให้เรากลับมาพบพระคริสตเจ้าอย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น
เมื่อเราได้พบพระองค์อย่างแท้จริง ผลที่เกิดขึ้นย่อมเป็นสิ่งเดียวกันเสมอ
คือการกลับใจและการเริ่มต้นชีวิตใหม่
ตลอดช่วงมหาพรตนี้
เราถูกถามคำถามสำคัญอยู่เสมอว่า “พระเยซูเจ้าคือใครสำหรับฉัน?” คำถามนี้ไม่ใช่เพียงเรื่องสำหรับการสนทนา
ไม่ใช่สิ่งที่เป็นนามธรรมหรือเชิงทฤษฎี
แต่เป็นคำถามที่ลึกซึ้งและเป็นเรื่องส่วนตัว ซึ่งแต่ละคนต้องตอบด้วยชีวิตของตนเอง
เป็นการประกาศความเชื่อที่เราต้องกล่าวใหม่อีกครั้งในการเดินทางครั้งนี้
พระวรสารในแต่ละวันอาทิตย์ของมหาพรตช่วยนำทางเราไปสู่คำตอบ
ผ่านเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่ผู้คนได้พบพระคริสตเจ้า ในสัปดาห์แรก เราเห็นพระเยซูเจ้าในถิ่นทุรกันดาร
ถูกปีศาจทดลอง แม้แต่ผู้ทดลองยังรับรู้ถึงพระลักษณะของพระองค์ว่าเป็นพระบุตรของพระเจ้า
ในสัปดาห์ที่สอง ในเหตุการณ์การสำแดงพระสิริรุ่งโรจน์ของพระเยซูเจ้า
บรรดาศิษย์ได้ยินพระสุรเสียงของพระบิดาว่า “ผู้นี้เป็นบุตรสุดที่รักของเรา”
ในสัปดาห์ที่สาม หลังจากสนทนากับพระเยซูเจ้า หญิงชาวสะมาเรียก็ยอมรับว่าพระองค์คือพระคริสต์
ผู้ทรงรับเจิม สัปดาห์ที่สี่ ชายที่ตาบอดแต่กำเนิดซึ่งได้รับการรักษา
ประกาศว่าพระองค์เป็นผู้เผยพระวจนะ และในวันนี้ (สัปดาห์ที่ห้า)
มาร์ธาได้ประกาศความเชื่ออย่างลึกซึ้งว่า “พระองค์คือพระคริสต์ พระบุตรของพระเจ้า”
ทีละขั้นตอน
การพบปะเหล่านี้เปิดเผยให้เราเห็นว่าพระเยซูเจ้าคือใครอย่างแท้จริง และนำเราเข้าใกล้การเปิดเผยสูงสุด
ซึ่งเกิดขึ้นบนไม้กางเขน
ที่ซึ่งพระลักษณะของพระองค์ได้รับการเผยให้เห็นอย่างสมบูรณ์ผ่านความรักที่หลั่งออกมาเพื่อความรอดของโลก
แต่มหาพรตไม่ได้เป็นเพียงการฟังว่าคนอื่นพูดถึงพระเยซูเจ้าว่าอย่างไรเท่านั้น
หากแต่เป็นการถามตัวเราเองว่า “พระคริสต์คือใครสำหรับฉัน?” และที่สำคัญยิ่งกว่านั้นคือ
พระองค์มีผลอย่างไรต่อชีวิตของฉัน
การพูดคำที่ถูกต้องนั้นไม่ยาก
การประกาศความเชื่อด้วยปากก็ทำได้ง่าย
แต่ความเชื่อที่แท้จริงต้องลึกซึ้งยิ่งกว่านั้น ต้องสะท้อนออกมาในวิธีคิด วิธีพูด
และวิธีการดำเนินชีวิตของเรา
ความคิดของเราสะท้อนหรือไม่ว่าพระเยซูเจ้าเป็นศูนย์กลางของชีวิตเรา
คำพูดของเราแสดงให้เห็นหรือไม่ว่าเราถูกหล่อหลอมด้วยความจริงและความรักของพระองค์
เป็นคำพูดที่เสริมสร้างผู้อื่นหรือทำร้าย
เป็นคำพูดแห่งความเมตตาหรือเต็มไปด้วยความโกรธและการนินทา
และการกระทำในชีวิตประจำวันของเราสะท้อนความเมตตาและความรักของพระคริสต์หรือไม่
โดยเฉพาะต่อผู้ที่กำลังทุกข์ยาก โดดเดี่ยว หรือขาดแคลน
นี่คือความท้าทายที่แท้จริงของมหาพรต
คือการทำให้ทั้งชีวิตของเรากลายเป็นการประกาศความเชื่อที่มีชีวิต
เมื่อเราภาวนา เราเปิดใจรับพระเจ้า
เมื่อเราจำศีลอดอาหาร เราเรียนรู้ที่จะละความเห็นแก่ตัว
และเปิดพื้นที่ให้พระเจ้าและผู้อื่น เมื่อเราให้ทาน
เราทำให้ความรักของพระคริสต์ปรากฏอย่างเป็นรูปธรรมในโลก
เมื่อเราเริ่มดำเนินชีวิตในลักษณะนี้
สิ่งหนึ่งจะเกิดขึ้น คือชีวิตของเราจะเริ่มประกาศว่า “พระเยซูเจ้าคือองค์พระผู้เป็นเจ้า”
ไม่ใช่เฉพาะในวัด หรือในเวลาภาวนาเท่านั้น แต่ในชีวิตประจำวันของเรา ในการเลือก
การให้อภัย การรับใช้ และการรักผู้อื่น
เมื่อเราเข้าใกล้สัปดาห์ศักดิ์สิทธิ์
ขออย่าเพียงพอใจกับการรู้จักพระเยซูเจ้าหรือการพูดถึงพระองค์เท่านั้น
แต่ขอให้ชีวิตของเราสะท้อนคำประกาศของมาร์ธาว่า “พระองค์คือพระคริสต์
พระบุตรของพระเจ้า”
ในสัปดาห์นี้ ขอให้เราหยุดคิดสักครู่
และถามตัวเองว่า ฉันจะสามารถประกาศว่าพระเยซูเจ้าเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้า
ผ่านการกระทำหนึ่งอย่าง ให้กับผู้ที่ยังไม่รู้จักพระองค์ได้อย่างไร
อาจเป็นเพียงการแสดงความเมตตา คำพูดให้กำลังใจ การให้อภัย หรือการเป็นพยานเงียบ ๆ
ด้วยชีวิตของเรา
ในช่วงเวลานั้น
เราอาจกลายเป็นหนทางที่ทำให้ใครบางคนได้พบพระคริสตเจ้า
ขณะที่เราเดินต่อไปสู่ไม้กางเขน
ขอให้การพบกับความรักของพระองค์เปลี่ยนแปลงชีวิตเราอย่างลึกซึ้ง
จนเมื่อผู้อื่นมองมาที่เรา
เขาจะสามารถมองเห็นพระคริสต์ผู้ทรงพระชนม์อยู่ในโลกวันนี้ ✨
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น