สัปดาห์ที่ 3 เทศกาลมหาพรต (8 มีนาคม 2026)
พระวรสาร: ยอห์น 4:5–43
Fr Clarence Devadass
ในชีวิตของเราแต่ละคน ไม่ช้าก็เร็ว เรามักจะเคยตั้งคำถามหนึ่งที่ดูเหมือนเรียบง่าย แต่ลึกซึ้งมาก นั่นคือ
“ชีวิตทั้งหมดนี้มีความหมายอะไร?”
ทำไมฉันต้องไปโรงเรียน?
ทำไมฉันต้องทำงาน?
ทำไมฉันต้องต่อสู้กับความรับผิดชอบ ความคาดหวัง และความยากลำบากต่าง ๆ?
ทำไมฉันจึงเกิดมาอยู่ในสถานการณ์แบบนี้ พร้อมกับเงื่อนไขชีวิตและภาระต่าง ๆ เหล่านี้?
ลึกลงไปในหัวใจของมนุษย์ทุกคน มีการแสวงหาความหมายของชีวิต เราต้องการรู้ว่าชีวิตของเรามีคุณค่า และการเดินทางของชีวิตนี้มีจุดหมายบางอย่าง
บ่อยครั้ง เมื่อคนเราค้นพบความหมายนั้นได้ ชีวิตก็เริ่มเปลี่ยนไป ทุกอย่างดูเหมือนมีทิศทางใหม่ ความยากลำบากอาจไม่ได้หายไปทันที แต่เราจะเริ่มเข้าใจว่ามันมีความหมายอะไร
ผมนึกถึงตอนที่ยังเรียนอยู่ในบ้านเณร ผมได้อ่านหนังสือเล่มหนึ่งชื่อ Man’s Search for Meaning ของ Viktor Frankl
แฟรงเคิลเป็นผู้รอดชีวิตจากค่ายกักกันของนาซีในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ท่ามกลางความทุกข์ทรมานอย่างเหลือเชื่อ เขาสังเกตเห็นสิ่งหนึ่งที่น่าทึ่งเกี่ยวกับจิตใจของมนุษย์
คนที่รอดชีวิตมาได้จำนวนมาก ไม่ใช่คนที่แข็งแรงที่สุดทางร่างกาย แต่เป็นคนที่ มีเหตุผลที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไป
แฟรงเคิลเขียนประโยคที่มีชื่อเสียงว่า
“มนุษย์สามารถทนต่อ ‘อย่างไร’ ได้แทบทุกอย่าง ถ้าเขามี ‘ทำไม’ ที่จะมีชีวิตอยู่”
เขาค้นพบว่า ความหมายของชีวิตไม่ได้อยู่ที่ความสุขทางกาย ความสนุก หรือทรัพย์สิน แต่พบได้ใน ความรัก ความรับผิดชอบ และความเชื่อ
พระวรสารในวันนี้ในช่วงเทศกาลมหาพรต ก็แสดงให้เราเห็นการแสวงหาความหมายของชีวิตเช่นเดียวกัน เราได้พบกับหญิงคนหนึ่งที่กำลังค้นหาจุดหมายของชีวิต
พระเยซูคริสตเจ้าทรงพบกับ หญิงชาวสะมาเรียที่บ่อน้ำ
ในตอนแรก เธอดูเหมือนเป็นเพียงคนธรรมดาที่กำลังใช้ชีวิตประจำวัน แต่พระวรสารเผยให้เห็นบางสิ่งที่ลึกกว่านั้น
เธอไม่ได้เป็นคนที่ได้รับการยอมรับมากนักในเมืองของเธอ ด้วยเหตุจากอดีตและชื่อเสียงของเธอ เธออาจพยายามหลีกเลี่ยงผู้คน และใช้ชีวิตอยู่กับความอับอายและความโดดเดี่ยว
แต่ในช่วงเวลานั้น พระเยซูทรงพบกับเธอ
พระองค์มองเห็นมากกว่าอดีตของเธอ พระองค์มองเห็นหัวใจของเธอ พระองค์ทรงรู้ถึงความกระหายลึก ๆ ของเธอ ที่ต้องการ ความหมาย ศักดิ์ศรี และความหวัง
พระเยซูตรัสกับเธอถึง “น้ำแห่งชีวิต”
น้ำที่ไม่ได้ดับเพียงความกระหายทางกาย แต่ดับความกระหายลึกในจิตใจของมนุษย์
เมื่อการพบกันครั้งนั้นจบลง ทุกอย่างก็เปลี่ยนไป
หญิงคนที่เคยหลีกเลี่ยงผู้คนในเมือง กลับวิ่งกลับไปหาพวกเขา คนที่เคยหลบซ่อน กลับกลายเป็นผู้ประกาศข่าว
เธอบอกกับผู้คนว่า
“มาดูสิ มีชายคนหนึ่งที่บอกทุกอย่างที่ฉันเคยทำ”
เพราะเธอได้พบพระเยซู เธอจึงค้นพบความหมายของชีวิตอีกครั้ง
เทศกาลมหาพรตเตือนใจเราว่า การเดินทางแห่งความเชื่อของเรา ก็เป็นการแสวงหาสิ่งที่เติมเต็มหัวใจของเราอย่างแท้จริง
เหมือนกับหญิงชาวสะมาเรีย บ่อยครั้งเราพยายามดับความกระหายในชีวิตด้วยหลายวิธี
เราอาจมองหาความสุขจาก
ความสำเร็จ
ชื่อเสียง
ความสะดวกสบาย
เงินทอง
หรือทรัพย์สิน
โลกมักบอกเราว่าสิ่งเหล่านี้จะทำให้เรามีความสุข
แต่ประสบการณ์สอนเราว่า สิ่งเหล่านี้ไม่เคยทำให้เราพอใจอย่างแท้จริง
มันอาจให้ความสุขชั่วคราว แต่ความกระหายลึกในหัวใจจะกลับมาอีกเสมอ
เทศกาลมหาพรตเชิญชวนให้เราหยุด และถามตัวเองอย่างซื่อสัตย์ว่า
ฉันกำลังมองหาความหมายของชีวิตจากที่ไหน?
ฉันกำลังพยายามดับความกระหายในหัวใจของฉันด้วยอะไร?
การปฏิบัติตามธรรมประเพณีของเทศกาลมหาพรต ได้แก่
การภาวนา การจำศีลอด และการทำความดีช่วยเหลือผู้อื่น
สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เพียงข้อปฏิบัติทางศาสนาเท่านั้น
แต่มันคือวิธีที่ช่วยให้เรากลับไปยัง บ่อน้ำที่พระคริสตเจ้ากำลังรอเราอยู่
ผ่านการภาวนา เราใช้เวลากับพระเจ้า และเปิดใจให้พระองค์ตรัสกับเรา เหมือนที่พระองค์ตรัสกับหญิงชาวสะมาเรีย
ผ่านการจำศีลอด เราเรียนรู้ที่จะปล่อยวางสิ่งต่าง ๆ ที่อาจควบคุมชีวิตของเรา หรือทำให้เราห่างจากพระเจ้า
ผ่านการทำความดี เราค้นพบว่าความหมายที่แท้จริงของชีวิต มักเกิดขึ้นเมื่อเรา รักและรับใช้ผู้อื่น
เมื่อเราทำสิ่งเหล่านี้อย่างจริงใจ เราจะเริ่มสัมผัสกับ “น้ำแห่งชีวิต” ที่พระเยซูทรงสัญญาไว้
นั่นคือ พระหรรษทาน พระเมตตา และความรักของพระองค์
ในเทศกาลมหาพรตนี้ เราได้รับเชิญให้มาที่บ่อน้ำ พร้อมกับความกระหาย คำถาม ความยากลำบาก และการแสวงหาความหมายของชีวิต
และที่นั่น เราจะค้นพบว่า
พระคริสตเจ้ากำลังรอเราอยู่แล้ว
พระองค์ทรงรู้จักอดีตของเรา
พระองค์ทรงเข้าใจการต่อสู้ของเรา
และถึงกระนั้น พระองค์ยังทรงมอบ น้ำแห่งชีวิต ที่สามารถเติมเต็มหัวใจของมนุษย์อย่างแท้จริง
ในสัปดาห์ที่สามของเทศกาลมหาพรตนี้ ขอให้เราตัดสินใจทำสิ่งง่าย ๆ แต่เป็นรูปธรรมสักอย่างหนึ่ง
ใช้เวลาเงียบ ๆ สักครู่ในการภาวนากับพระเจ้า
กลับไปหาศีลอภัยบาป หากเราไม่ได้รับศีลนี้มานาน
และมองหาโอกาสอย่างน้อยหนึ่งครั้งที่จะทำความดีช่วยเหลือผู้ที่กำลังต้องการ
ถ้าเราเปิดหัวใจของเราให้พระองค์
พระคริสตเจ้าจะทรงเติมเต็มเราด้วย น้ำแห่งชีวิตของพระองค์
และเหมือนกับหญิงชาวสะมาเรีย
เมื่อเราได้พบพระองค์อย่างแท้จริง
เราจะไม่สามารถเก็บความยินดีนั้นไว้กับตัวเองได้
แต่จะเริ่มแบ่งปันความยินดีนั้นให้กับผู้อื่นโดยธรรมชาติ
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น