วันเสาร์ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2569

วันอาทิตย์สัปดาห์ที่ 19 เทศกาลธรรมดา (9 สิงหาคม 2026)

 

วันอาทิตย์สัปดาห์ที่ 19 เทศกาลธรรมดา (9 สิงหาคม 2026)
พระวรสาร: มัทธิว 14:22–33
คุณพ่อ Clarence Devadass

หากคุณเคยไปทะเลเดดซี คุณคงรู้จักความรู้สึกแปลกประหลาดของการลอยตัวอยู่บนผิวน้ำได้อย่างง่ายดาย เนื่องจากน้ำในทะเลเดดซีมีความเค็มสูงมาก ร่างกายของเราจึงลอยขึ้นเองตามธรรมชาติ แทบไม่ต้องออกแรงเพื่อพยุงตัวให้อยู่เหนือผิวน้ำเลย อันที่จริง การจะจมลงไปกลับเป็นเรื่องที่ทำได้ยากเสียด้วยซ้ำ นี่เป็นประสบการณ์ที่น่าสนใจและสร้างความประหลาดใจให้กับผู้คนมากมาย

ทีนี้ลองจินตนาการถึงสิ่งที่น่าอัศจรรย์ยิ่งกว่านั้น นั่นคือ การเดินบนผิวน้ำ ช่างเป็นประสบการณ์ที่เหลือเชื่อจริง ๆ แต่หากมองตามความสามารถของมนุษย์แล้ว สิ่งนี้เป็นไปไม่ได้เลย กระนั้น ในพระวรสารวันนี้ ซีโมนเปโตรกลับทำสิ่งนั้นได้จริง

เปโตรต้องการแน่ใจว่าบุคคลที่กำลังเดินเข้ามาหาเรือนั้นคือพระเยซูเจ้าจริง ๆ เขาจึงขอเครื่องหมายบางอย่างที่ดูเหมือนเป็นไปไม่ได้ โดยกล่าวว่า “พระเจ้าข้า ถ้าเป็นพระองค์จริง โปรดสั่งให้ข้าพเจ้าเดินบนน้ำไปหาพระองค์เถิด” พระเยซูเจ้าทรงตอบสั้น ๆ เพียงว่า “มาเถิด”

เปโตรจึงก้าวออกจากเรือและเดินบนน้ำ เขาสามารถทำสิ่งที่ดูเหมือนเป็นไปไม่ได้ เพราะสายตาของเขาจับจ้องอยู่ที่พระเยซูเจ้า ความมั่นใจของเปโตรไม่ได้มาจากกำลังหรือความสามารถของตนเอง แต่มาจากพระองค์ผู้ทรงเรียกเขา

แต่แล้วบางสิ่งก็เปลี่ยนไป เปโตรเริ่มสังเกตเห็นความแรงของลมและคลื่นที่อยู่รอบตัว ความกลัวจึงเข้ามาครอบงำจิตใจ และทันทีที่ความกลัวเข้ามาแทนที่ความเชื่อ เขาก็เริ่มจมลง

พายุไม่ได้เปลี่ยนไปเลย ลมก็พัดแรงอยู่เช่นนั้นมาตลอด สิ่งที่เปลี่ยนไปคือ “จุดที่เปโตรกำลังมอง”

เรื่องราวนี้ไม่ใช่ภาพสะท้อนของการดำเนินชีวิตความเชื่อของเราในหมู่คณะด้วยหรือ?

เราได้รับเรียกให้ติดตามพระคริสตเจ้า ไม่ใช่เพียงลำพัง แต่ให้เดินไปด้วยกันในฐานะพระกายของพระคริสตเจ้า อย่างไรก็ตาม การดำเนินชีวิตร่วมกันในหมู่คณะไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เราต้องพบกับผู้คนที่มีบุคลิกแตกต่างกัน มีความคิดเห็นแตกต่างกัน และแต่ละคนก็มีข้อบกพร่องและความอ่อนแอของตนเอง

พระเยซูเจ้าทรงเตือนเราว่า โลกจะรู้ว่าเราเป็นศิษย์ของพระองค์ได้จากความรักที่เรามีต่อกัน ดังที่เรามักร้องเพลงว่า “พวกเขาจะรู้ว่าเราเป็นคริสตชนจากความรักของเรา” แต่ความรักนี้จะต้องหยั่งรากอยู่ในความรักที่พระคริสตเจ้าทรงมีต่อเราเสมอ

น่าเสียดายที่บางครั้งเราอาจละสายตาจากพระคริสตเจ้า และหันไปจดจ่ออยู่กับข้อบกพร่องของผู้อื่นแทน ไม่ว่าจะเป็นการนินทา การวิพากษ์วิจารณ์ การพูดในแง่ลบ หรือการบ่นอยู่ตลอดเวลา สิ่งเหล่านี้อาจทำให้เรากลายเป็นผู้สร้างความแตกแยก แทนที่จะเป็นเครื่องมือแห่งความเป็นหนึ่งเดียวกัน

เราเป็นเหมือนเปโตรที่หันไปมองพายุ จนเริ่มสนใจสิ่งที่ผิดพลาดและปัญหาต่าง ๆ มากกว่าที่จะมองไปยังพระองค์ผู้ทรงประทับอยู่ท่ามกลางเรา

เมื่อสายตาของเราไม่ได้จับจ้องอยู่ที่พระเยซูเจ้าอีกต่อไป เราก็เริ่มวิพากษ์วิจารณ์แทนที่จะเห็นอกเห็นใจ เริ่มหวาดระแวงแทนที่จะไว้วางใจ และเริ่มแตกแยกแทนที่จะเป็นหนึ่งเดียวกัน

พระวรสารวันนี้จึงเชื้อเชิญให้เราถามตนเองด้วยคำถามง่าย ๆ แต่สำคัญมากว่า

เวลานี้สายตาของฉันกำลังจับจ้องอยู่ที่ไหน?”

ฉันกำลังมองไปที่พระคริสตเจ้า หรือสายตาของฉันกำลังจดจ่ออยู่กับความกลัว ความหงุดหงิด ความผิดหวัง และข้อบกพร่องของผู้อื่น?

เมื่อสายตาของเรายังคงจับจ้องอยู่ที่พระเยซูเจ้า เราจะเริ่มมองทุกสิ่งแตกต่างออกไป เราจะตระหนักว่าพระศาสนจักรคือหมู่คณะของมนุษย์ที่ยังไม่สมบูรณ์ ซึ่งกำลังได้รับการเปลี่ยนแปลงด้วยพระหรรษทานของพระเจ้าผู้ทรงสมบูรณ์แบบ

เราจะเรียนรู้ที่จะอดทน ให้อภัย และมีความหวัง เพราะพระคริสตเจ้าทรงรักเรา แม้พระองค์ทรงรู้ดีถึงความอ่อนแอและข้อบกพร่องของเรา

และแม้ในเวลาที่เราสะดุดล้ม เรายังคงมีความหวัง

เปโตรจมลงในน้ำ แต่เขาไม่ได้จมน้ำตาย เมื่อเขาร้องว่า “พระเจ้าข้า ช่วยข้าพเจ้าด้วย!” พระเยซูเจ้าทรงยื่นพระหัตถ์ออกไปช่วยเขาทันที

ดังนั้น ความหวังของเราไม่ได้อยู่ที่การมีความเชื่อที่สมบูรณ์แบบ แต่อยู่ที่การวางใจในพระองค์ ผู้ทรงยื่นพระหัตถ์ออกมาพร้อมที่จะประคองและยกเราขึ้นเสมอ

พายุแห่งชีวิตย่อมเกิดขึ้นอย่างแน่นอน แต่หากเรายังคงจับจ้องสายตาอยู่ที่พระคริสตเจ้า เราจะค้นพบว่า การประทับอยู่ของพระองค์ยิ่งใหญ่กว่าพายุทุกลูก ความรักของพระองค์เข้มแข็งกว่าความกลัวทุกอย่าง และพระหัตถ์ของพระองค์อยู่ใกล้เราเสมอ พร้อมที่จะช่วยเราให้รอด

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น