วันศุกร์ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

วันอาทิตย์ที่ 18 เทศกาลธรรมดา (2 สิงหาคม 2026)

 

วันอาทิตย์ที่ 18 เทศกาลธรรมดา (2 สิงหาคม 2026)
พระวรสาร: มัทธิว 14:13–21
โดย คุณพ่อ Clarence Devadass

เรื่องราวหนึ่งในพระวรสารที่ทำให้ย้อนนึกถึงวัยเด็กอยู่เสมอ คือเรื่องพระเยซูเจ้าทรงทวีขนมปังห้าก้อนกับปลาสองตัวเลี้ยงคนห้าพันคน ทุกครั้งที่ได้ยินพระวรสารตอนนี้ในพิธีมิสซา ความทรงจำในชั้นเรียนคำสอนวันอาทิตย์ก็หวนกลับมาเสมอ

คุณครูเคยสอนเพลงชื่อ “สวรรค์ชาวดิน” เป็นเพลงที่ร้องง่าย ทำนองไพเราะ "น้ำทิพย์รินหลั่งสู่ยังชาวประชา เมื่อพระคริสต์ทวีปังและปลามาเลี้ยงทุกคน..." แม้เวลาจะผ่านมาหลายปี ทุกวันนี้ก็ยังจำได้ว่าครั้งหนึ่งเคยร้องเพลงนั้นด้วยความสุขและตรึงใจเพียงใด

เมื่อเป็นเด็ก สิ่งที่ดึงดูดใจเราคือปาฏิหาริย์ เราสงสัยว่าขนมปังเพียงห้าก้อนกับปลาแค่สองตัว จะสามารถเลี้ยงผู้คนหลายพันคนได้อย่างไร มันเป็นเรื่องที่เกินกว่าความเข้าใจ และจนถึงทุกวันนี้ ปาฏิหาริย์ครั้งนั้นก็ยังคงช่วยเสริมสร้างความเชื่อของเรา

แต่เมื่อเราเติบโตเป็นผู้ใหญ่ บางทีปาฏิหาริย์ที่ยิ่งใหญ่กว่าอาจไม่ใช่เพียงการเพิ่มจำนวนขนมปัง หากเป็น “พระทัยของพระเยซูเจ้า” ที่ทำให้ปาฏิหาริย์นั้นเกิดขึ้น

พระวรสารเริ่มต้นด้วยรายละเอียดเล็ก ๆ ที่หลายคนอาจมองข้ามไป พระเยซูเจ้าเพิ่งได้รับข่าวอันน่าเศร้าว่า ยอห์นบัปติสซึ่งเป็นญาติของพระองค์ ถูกประหารชีวิต ยอห์นไม่ใช่เพียงญาติเท่านั้น แต่ยังเป็นผู้เตรียมหนทางสำหรับพระเมสสิยาห์ เป็นประกาศกผู้ซื่อสัตย์ที่ยอมสละชีวิตเพื่อความจริง

พระเยซูเจ้าจึงเสด็จลงเรือไปยังที่เปลี่ยว เพราะทรงต้องการเวลาอยู่ตามลำพัง เพื่อไว้อาลัย อธิษฐานภาวนา และทบทวนความสูญเสียอันเจ็บปวดนี้

แต่เมื่อพระองค์เสด็จถึงที่หมาย ความสงบที่ทรงปรารถนากลับไม่มีอยู่เลย ผู้คนหลายพันคนต่างรอคอยพระองค์อยู่ก่อนแล้ว

ลองจินตนาการถึงเหตุการณ์นั้นดู หากเป็นพวกเรา เมื่อกำลังเศร้าโศกหรือเหน็ดเหนื่อย เราอาจหันเรือกลับ หรือบอกฝูงชนให้กลับมาใหม่ในวันอื่น เราอาจพูดว่า “วันนี้ขออยู่กับตัวเองก่อน”

แต่พระเยซูเจ้าทรงทำสิ่งที่น่าอัศจรรย์ พระวรสารกล่าวว่า “พระองค์ทรงสงสารพวกเขา” คำนี้ในภาษาต้นฉบับไม่ได้หมายถึงเพียงความรู้สึกสงสารธรรมดา แต่หมายถึงการที่พระองค์ทรงสะเทือนพระทัยจากส่วนลึกที่สุดของพระองค์

ความหิวโหย ความทุกข์ และความอ่อนแอของผู้คน ได้สัมผัสหัวใจของพระองค์อย่างแท้จริง ความเมตตาของพระองค์จึงไม่ได้หยุดอยู่แค่ความรู้สึก แต่แปรเปลี่ยนเป็นการกระทำ พระองค์ทรงรักษาคนเจ็บป่วย ทรงต้อนรับทุกคน และในที่สุดก็ทรงเลี้ยงอาหารแก่พวกเขาทั้งหมดจนอิ่ม

นี่คือข้อท้าทายของพระวรสารในวันนี้

ความเมตตาสงสาร ไม่ใช่เพียงการรู้สึกเห็นใจใคร แต่คือการยอมให้ความทุกข์ของผู้อื่นสัมผัสหัวใจของเราจนเราลุกขึ้นมาทำบางสิ่งเพื่อเขา

โลกของเราทุกวันนี้เต็มไปด้วยโอกาสที่จะสำแดงความเมตตา เราพบเห็นผู้คนที่โดดเดี่ยว คนยากจน ความอยุติธรรม ครอบครัวที่แตกสลาย ผู้สูงอายุที่ถูกทอดทิ้ง ผู้อพยพที่กำลังแสวงหาศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และเยาวชนจำนวนมากที่กำลังค้นหาความหวังในชีวิต

ทุกวัน เราต่างพบเหตุการณ์ที่เรียกร้องให้เราตอบสนอง

คำถามก็คือ เราจะมีหัวใจเหมือนพระเยซูเจ้าหรือไม่ หรือเรากลายเป็นคนที่เฉยเมยไปแล้ว

หนึ่งในสิ่งล่อใจที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของยุคสมัยนี้ คือความเฉยชา เรามักบอกตัวเองว่า

เดี๋ยวก็มีคนอื่นจัดการเอง”

ไม่ใช่เรื่องของฉัน”

ทำไมฉันต้องเข้าไปยุ่งด้วย”

เมื่อคิดเช่นนี้บ่อย ๆ หัวใจของเราก็จะค่อย ๆ ด้านชาโดยไม่รู้ตัว

หลายคนคงเคยเห็นภาพหรือคลิปวิดีโอของกองเชียร์ฟุตบอลชาวญี่ปุ่น ที่หลังจบการแข่งขัน พวกเขาจะอยู่ช่วยกันเก็บขยะในบริเวณที่ตนนั่งเชียร์

ผู้คนทั่วโลกชื่นชมพวกเขา ไม่ใช่เพราะทีมของเขาชนะหรือแพ้ แต่เพราะพวกเขารู้สึกว่าตนเองต้องรับผิดชอบต่อสถานที่ที่ได้ใช้ร่วมกัน

พระวรสารในวันนี้เชิญชวนให้เราสำรวจหัวใจของตนเอง

ทัศนคติแบบ “ไม่ใช่เรื่องของฉัน” ได้หยั่งรากอยู่ในใจของเราหรือไม่

เราได้กลายเป็นเพียงผู้ยืนดูเหตุการณ์ แทนที่จะเป็นศิษย์ของพระคริสต์หรือเปล่า

พระเยซูเจ้าไม่ได้ทรงให้บรรดาศิษย์แก้ปัญหาทั้งหมดด้วยตนเอง แต่พระองค์ตรัสเพียงว่า

ท่านทั้งหลายจงหาอาหารให้พวกเขากิน”

อีกนัยหนึ่ง พระองค์กำลังบอกว่า

อย่าเดินหนีปัญหา จงนำสิ่งที่ท่านมีออกมา”

แม้ว่าสิ่งนั้นจะดูเล็กน้อยเหมือนขนมปังห้าก้อนกับปลาสองตัว แต่เมื่อเรานำมาถวายไว้ในพระหัตถ์ของพระคริสต์ การกระทำเล็ก ๆ ที่เต็มไปด้วยความเมตตา ความเอื้อเฟื้อ และความรับผิดชอบ ก็สามารถกลายเป็นพระพรอันยิ่งใหญ่สำหรับผู้คนมากมายได้

นี่คือเหตุผลที่พระเยซูเจ้าทรงตักเตือนบรรดาศิษย์อยู่เสมอ พระองค์ตรัสว่า

พวกเขามีตาแต่ไม่เห็น มีหูแต่ไม่ได้ยิน”

พระองค์ไม่ได้หมายถึงการมองเห็นหรือการได้ยินทางร่างกายเท่านั้น แต่กำลังพูดถึงสภาพของหัวใจ

คนเราสามารถเห็นความทุกข์ของผู้อื่นทุกวัน แต่ไม่รู้สึกอะไรเลย

เราสามารถได้ยินเสียงร้องขอความช่วยเหลือ แต่ก็ยังเลือกที่จะเมินเฉย

ความล้มเหลวที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของศิษย์พระคริสต์ ไม่ใช่การที่เราไม่สามารถแก้ปัญหาทุกอย่าง หรือช่วยเหลือทุกคนได้ เพราะพระเจ้าไม่เคยคาดหวังให้เราทำทุกสิ่ง

แต่ความล้มเหลวที่แท้จริง คือเมื่อเราเลิกใส่ใจ เมื่อความเมตตาถูกแทนที่ด้วยความเฉยเมย และเมื่อเราปลอบใจตัวเองว่า “เดี๋ยวคนอื่นก็ทำเอง”

เมื่อหัวใจของเรากลายเป็นหัวใจที่เฉยชา เราก็จะไม่สามารถมองเห็นอย่างที่พระคริสต์ทรงมอง และไม่สามารถรักอย่างที่พระคริสต์ทรงรักได้อีกต่อไป

ปาฏิหาริย์เรื่องขนมปังห้าก้อนกับปลาสองตัวในวันนี้ จึงเชิญชวนเราให้กลับมามีหัวใจที่เต็มไปด้วยความเมตตาสงสาร

หัวใจที่มองเห็นความต้องการของผู้อื่น

หัวใจที่พร้อมตอบสนอง

และหัวใจที่ยินดีมอบสิ่งเล็กน้อยที่ตนเองมี

เพราะเมื่อความเมตตาเอาชนะความเฉยเมยได้ พระคริสต์ก็สามารถทรงรับขนมปังห้าก้อนและปลาสองตัวของเรา และเปลี่ยนให้กลายเป็นพระพรอันยิ่งใหญ่สำหรับผู้คนมากมายได้.

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น