วันพฤหัสบดีที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2569

วันศุกร์ศักดิ์สิทธิ์ (3 เมษายน 2026) พระวรสาร: ยอห์น 18:1–19:42

 


วันศุกร์ศักดิ์สิทธิ์ (3 เมษายน 2026)
พระวรสาร: ยอห์น 18:1–19:42
Fr Clarence Devadass

เป็นประสบการณ์ของมนุษย์เราที่มักจะระลึกถึงคนที่เรารักในวันที่เขาจากไป ครอบครัวจะมารวมตัวกันที่หลุมศพ สวดภาวนา และรำลึกถึงความทรงจำดี ๆ คำพูด เสียงหัวเราะ และช่วงเวลาที่เคยมีร่วมกัน บางครั้งความทรงจำเหล่านั้นทำให้เรายิ้มได้ แต่บ่อยครั้งก็ทำให้เราน้ำตาไหล ความตายทิ้งร่องรอยไว้ในใจที่ยากจะลบเลือน

วันนี้ พระศาสนจักรทั่วโลกมารวมตัวกันเพื่อระลึกถึงความตายอีกครั้งหนึ่ง นั่นคือการสิ้นพระชนม์ของพระเยซูเจ้าบนไม้กางเขน สำหรับบรรดาศิษย์เมื่อสองพันปีก่อน นี่คือวันที่เต็มไปด้วยความเศร้า ความสับสน และความสิ้นหวัง พวกเขาได้ละทิ้งทุกสิ่งเพื่อติดตามพระองค์ แต่บัดนี้พระองค์กลับจากไปแล้ว

ความหวังของพวกเขาดูเหมือนพังทลาย อนาคตก็เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน แต่สำหรับเรา วันนี้ไม่ได้มีเพียงความโศกเศร้าเท่านั้น แต่ยังเป็นวันแห่งความหวัง เพราะเรารู้ว่าหลังไม้กางเขนคือชีวิต หลังหลุมศพคือการกลับคืนชีพ

เมื่อวานนี้ ในวันพฤหัสบดีศักดิ์สิทธิ์ เราได้ไตร่ตรองถึงภาพของพระเยซูเจ้าที่ลุกจากโต๊ะไปสู่การล้างเท้า แสดงให้เราเห็นถึงการรับใช้และความถ่อมตน

ส่วนวันนี้ เป็นการเคลื่อนไหวจากไม้กางเขนสู่หลุมศพ แต่เรื่องราวไม่ได้จบลงเพียงเท่านี้ เมื่อพระเยซูเจ้าทรงเปล่งเสียงว่า “สำเร็จแล้ว” พระองค์ไม่ได้ประกาศความพ่ายแพ้ แต่ทรงประกาศชัยชนะ พันธกิจที่พระบิดาทรงมอบหมายให้พระองค์ คือการเผยแสดงความรักของพระเจ้า การนำมนุษย์กลับคืนดีกับพระเจ้า และการเปิดทางสู่ชีวิตนิรันดร ได้สำเร็จครบถ้วนแล้ว แต่พันธกิจนั้นไม่ได้สิ้นสุด หากถูกส่งต่อมายังพวกเรา

ลองคิดดูว่า เมื่อเราระลึกถึงคนที่เรารักซึ่งได้จากไป เราไม่ได้เพียงนึกถึงการขาดหายของเขาเท่านั้น แต่เรายังสืบสานสิ่งที่เขาทิ้งไว้ ความเมตตาของแม่ ปรีชาญาณของพ่อ ความเอื้อเฟื้อของเพื่อน สิ่งเหล่านี้กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเรา

ในทำนองเดียวกัน วันศุกร์ศักดิ์สิทธิ์ไม่ได้เป็นเพียงการระลึกถึงสิ่งที่พระเยซูเจ้าทรงทนทุกข์ แต่เป็นการเชื้อเชิญให้เรารับเอาพันธกิจที่พระองค์ทรงมอบไว้แก่เรา

วันศุกร์ศักดิ์สิทธิ์ท้าทายให้เรามองไม้กางเขน ไม่ใช่แค่สัญลักษณ์แห่งความทุกข์ทรมาน แต่เป็นเครื่องหมายแห่งความหวัง ไม้กางเขนบอกเราว่า ความรักยิ่งใหญ่กว่าความเกลียดชัง การให้อภัยยิ่งใหญ่กว่าบาป และชีวิตมีชัยเหนือความตาย เมื่อเรายืนอยู่ต่อหน้าไม้กางเขน เราจะตระหนักว่าความรักของพระเจ้าไม่มีขอบเขต พระเยซูเจ้าทรงโอบรับไม้กางเขน เพื่อให้เราสามารถโอบรับชีวิตได้

วันศุกร์ศักดิ์สิทธิ์ยังเตือนเราว่า ไม้กางเขนไม่ใช่เพียงสัญลักษณ์ให้เคารพบูชาเท่านั้น แต่เป็นการเรียกร้องให้เราใช้ชีวิตแตกต่างออกไป หากพันธกิจของพระเยซูเจ้าถูกมอบไว้แก่เรา ชีวิตของเราก็ต้องสะท้อนความรักของพระองค์อย่างเป็นรูปธรรม

การให้อภัยผู้ที่ทำผิดต่อเรา คือการสะท้อนพระเมตตาของพระองค์ การรับใช้ผู้ยากไร้ คือการทำให้ความเมตตากรุณาของพระองค์ปรากฏเป็นจริง การปลอบโยนผู้ที่โดดเดี่ยว คือการเป็นเครื่องหมายแห่งการประทับอยู่ของพระองค์ การยืนหยัดเพื่อความจริง คือการนำความกล้าหาญของพระองค์ออกสู่โลก ทุกการกระทำแห่งความดี ไม่ว่าจะเล็กเพียงใด ล้วนเป็นการสืบต่อพันธกิจของพระองค์

ไม้กางเขนไม่ใช่สิ่งที่นิ่งเฉย แต่มันเรียกร้องการลงมือทำ มันเชื้อเชิญให้เราวางความหยิ่ง ความเห็นแก่ตัว และความเฉยเมยลง แล้วหยิบเอาความถ่อมตน ความเอื้อเฟื้อ และความรักขึ้นมา  ในครอบครัว ที่ทำงาน และในชุมชน เราถูกเรียกให้เป็นพยานที่มีชีวิตของการเสียสละของพระคริสตเจ้า พันธกิจนี้ไม่ใช่เรื่องนามธรรม แต่เป็นสิ่งที่ต้องดำเนินในชีวิตประจำวัน ในวิธีที่เราพูด การให้อภัย และการรับใช้

การเคารพไม้กางเขนคือการถวายเกียรติแด่พระคริสตเจ้า แต่การดำเนินชีวิตตามไม้กางเขน คือการทำให้พันธกิจของพระองค์ปรากฏอยู่ในโลกปัจจุบัน ด้วยวิธีนี้ ไม้กางเขนจึงไม่ใช่เพียงความทรงจำแห่งความรอด แต่เป็นความจริงแห่งความรักที่ยังมีชีวิตอยู่

ดังนั้น วันนี้ เมื่อเราระลึกถึงการสิ้นพระชนม์ของพระองค์ ขออย่าให้เราหยุดอยู่เพียงความโศกเศร้าเท่านั้น แต่ให้เรามองไม้กางเขนด้วยความหวัง ให้เราเห็นในพระดำรัสว่า “สำเร็จแล้ว” ไม่ใช่จุดจบ แต่เป็นการเริ่มต้น

พันธกิจยังคงดำเนินต่อไปในตัวเรา ในพระศาสนจักร ที่มารวมกัน ณ ที่นี้ เพื่อระลึกถึง เพื่อขอบพระคุณ และเพื่อมุ่งมั่นอีกครั้งในการดำเนินชีวิตตามหนทางแห่งไม้กางเขน

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น