วันศุกร์ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2569

วันอาทิตย์ที่ 3 เทศกาลปัสกา (19 เมษายน 2026)

 

วันอาทิตย์ที่ 3 เทศกาลปัสกา (19 เมษายน 2026)
พระวรสาร: ลูกา 24:13-35
Fr Clarence Devadass

พวกเราทุกคนล้วนมีช่วงเวลาสำคัญในชีวิตที่ยังจำได้ดี เป็นเหตุการณ์ที่เปลี่ยนเส้นทางชีวิตของเรา เช่น การเกิดของลูก การแต่งงาน การเจ็บป่วย หรือการได้พบเจออะไรบางอย่างที่ลึกซึ้ง เหตุการณ์เหล่านี้ทำให้เราเปลี่ยนมุมมองต่อชีวิต และเปลี่ยนวิธีการใช้ชีวิตของเราไป

สำหรับบรรดาศิษย์ของพระเยซูเจ้า การที่พระองค์ผู้ทรงกลับคืนชีพทรงสำแดงพระองค์นั้น เป็นช่วงเวลาที่เปลี่ยนแปลงชีวิตอย่างแท้จริง ไม่ใช่แค่ความทรงจำธรรมดา แต่เป็น “การพบเจอ” ที่เปลี่ยนแปลงความเชื่อและพันธกิจของพวกเขาไปโดยสิ้นเชิง

ในบทอ่านแรก เราได้ยินนักบุญเปโตรยืนต่อหน้าฝูงชน และประกาศอย่างกล้าหาญว่าพระเยซูเจ้าผู้ถูกตรึงกางเขนนั้น ได้ทรงกลับคืนชีพแล้ว ความกล้านี้ไม่ได้มาจากกำลังของมนุษย์เอง แต่เกิดจากพระจิตเจ้าที่เสด็จลงมาในวันเปนเตกอสเต

นั่นคือช่วงเวลาที่บรรดาศิษย์ตระหนักว่า ทุกสิ่งที่พระเยซูเจ้าทรงสั่งสอนพวกเขานั้นเป็นความจริง พระจิตเจ้าทรงเปิดตาและเปิดใจของพวกเขา ให้สามารถมองเห็นว่าพระคริสต์ทรงมีชีวิต และกำลังทรงทำงานอยู่ท่ามกลางพวกเขา

ในพระวรสาร เราได้ยินเรื่องของศิษย์สองคนที่กำลังเดินออกจากกรุงเยรูซาเล็ม พวกเขาเต็มไปด้วยความผิดหวังและความสับสน พวกเขาไม่สามารถจำพระเยซูเจ้าที่กำลังเดินอยู่เคียงข้างได้ จนกระทั่งพระองค์ทรงบิขนมปังให้พวกเขา

ช่วงเวลาที่พวกเขาจำพระองค์ได้นั้น ไม่ใช่เพียงแค่การเห็นด้วยสายตา แต่เป็นการ “มองเห็นด้วยสายตาแห่งความเชื่อ” ใจของพวกเขาร้อนรุ่มขึ้นเมื่อพระองค์ทรงอธิบายพระคัมภีร์ให้ฟัง และชีวิตของพวกเขาก็เปลี่ยนไปตลอดกาล

พวกเขารีบกลับไปยังกรุงเยรูซาเล็มอีกครั้ง ด้วยความหวังใหม่และความเชื่อมั่นใหม่ เพื่อไปประกาศข่าวดีให้ผู้อื่นรู้

ในช่วงเทศกาลปัสกานี้ เหตุการณ์ต่าง ๆ หลังการกลับคืนชีพเตือนเราว่า พระเยซูเจ้าทรงมีชีวิตอยู่ และทรงประทับอยู่ท่ามกลางพวกเรา นักบุญโธมัสจำพระองค์ได้เมื่อพระองค์ตรัสกับเขาโดยตรง ศิษย์บนถนนไปเอมมาอูสจำพระองค์ได้ในการบิขนมปัง ฝูงชนในวันเปนเตกอสเตจำพระองค์ได้ผ่านการประกาศที่เปี่ยมด้วยพระจิตเจ้าของนักบุญเปโตร

การพบเจอเหล่านี้เตือนเราว่า การประทับอยู่ของพระคริสต์ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องในอดีต แต่พระองค์ยังคงทรงสำแดงพระองค์ในวันนี้

อย่างไรก็ตาม อันตรายสำหรับเราคือ เราเริ่มไม่ไวต่อการประทับอยู่ของพระองค์ เรายุ่งกับชีวิต ถูกรบกวนด้วยหน้าที่ เทคโนโลยี และเสียงรบกวนต่าง ๆ มากมาย

เราสามารถอ่านพระคัมภีร์ แต่ไม่ได้ยินเสียงของพระองค์ เราไปร่วมพิธีบูชาขอบพระคุณ แต่ไม่ได้พบพระองค์ การภาวนา พิธีมิสซา และศรัทธาภิบาลต่าง ๆ อาจกลายเป็นเพียงกิจวัตรหรือหน้าที่ มากกว่าจะเป็นช่วงเวลาแห่งการพบพระคริสต์ผู้ทรงกลับคืนชีพ พระองค์ทรงอยู่จริง แต่เรามักมองไม่เห็น

ดังนั้น ความท้าทายของเราคือ การกลับมาค้นพบ “การพบเจอ” อีกครั้ง เปิดใจให้ใจของเราร้อนรุ่มขึ้นเมื่อเราฟังพระวาจา และสามารถจำพระองค์ได้ในการบิขนมปังในศีลมหาสนิท

การประทับอยู่ของพระคริสต์ไม่ใช่สิ่งนามธรรม แต่เป็นสิ่งที่สัมผัสได้ หากเราเปิดตาและเปิดใจ

เราสามารถเริ่มต้นได้จากการปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม เช่น ตั้งใจฟังพระคัมภีร์ ไม่ใช่มองเป็นเพียงข้อมูล แต่เป็นพระสุรเสียงที่กำลังตรัสกับเราในวันนี้ มีส่วนร่วมในศีลมหาสนิทอย่างเต็มที่ โดยตระหนักว่าในการบิขนมปังนั้น พระคริสต์ทรงประทับอยู่จริง และทรงประทานพระองค์แก่เรา

เราต้องฝึกความเงียบและการภาวนา เพื่อสร้างพื้นที่ให้เราได้พบพระเจ้าในท่ามกลางความวุ่นวายของชีวิต และอย่าลืมมองเห็นพระคริสต์ในผู้อื่น โดยเฉพาะในผู้ที่กำลังเดือดร้อน

ชีวิตของบรรดาศิษย์เปลี่ยนไป เพราะพวกเขาได้พบพระคริสต์ผู้ทรงกลับคืนชีพ ชีวิตของเราก็สามารถเปลี่ยนแปลงได้เช่นกัน หากเราเปิดใจยอมให้ตนเองได้พบพระองค์

อย่าให้ความเชื่อของเรากลายเป็นเพียงหน้าที่หรือกิจวัตร แต่ขอให้เราเปิดใจเพื่อพบพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์ ผู้ทรงเดินเคียงข้างเรา ตรัสกับเรา และทรงสำแดงพระองค์ในการบิขนมปัง

ในสุดสัปดาห์นี้ ขอให้เราพยายามตั้งใจฟังพระเยซูเจ้าที่กำลังตรัสกับเรา ผ่านบทอ่านต่าง ๆ และเปิดตาเพื่อมองเห็นพระองค์ในการบิขนมปัง

ขอให้ใจของเราร้อนรุ่ม และชีวิตของเราเป็นพยานว่า พระเยซูเจ้าทรงมีชีวิต และประทับอยู่กับเราที่นี่และเดี๋ยวนี้


ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น