วันอาทิตย์ที่ 3 เทศกาลปัสกา
(19 เมษายน 2026)
พระวรสาร: ลูกา 24:13-35
Fr Clarence Devadass
พวกเราทุกคนล้วนมีช่วงเวลาสำคัญในชีวิตที่ยังจำได้ดี
เป็นเหตุการณ์ที่เปลี่ยนเส้นทางชีวิตของเรา เช่น การเกิดของลูก การแต่งงาน
การเจ็บป่วย หรือการได้พบเจออะไรบางอย่างที่ลึกซึ้ง
เหตุการณ์เหล่านี้ทำให้เราเปลี่ยนมุมมองต่อชีวิต
และเปลี่ยนวิธีการใช้ชีวิตของเราไป
สำหรับบรรดาศิษย์ของพระเยซูเจ้า
การที่พระองค์ผู้ทรงกลับคืนชีพทรงสำแดงพระองค์นั้น
เป็นช่วงเวลาที่เปลี่ยนแปลงชีวิตอย่างแท้จริง ไม่ใช่แค่ความทรงจำธรรมดา แต่เป็น
“การพบเจอ” ที่เปลี่ยนแปลงความเชื่อและพันธกิจของพวกเขาไปโดยสิ้นเชิง
ในบทอ่านแรก
เราได้ยินนักบุญเปโตรยืนต่อหน้าฝูงชน และประกาศอย่างกล้าหาญว่าพระเยซูเจ้าผู้ถูกตรึงกางเขนนั้น
ได้ทรงกลับคืนชีพแล้ว ความกล้านี้ไม่ได้มาจากกำลังของมนุษย์เอง
แต่เกิดจากพระจิตเจ้าที่เสด็จลงมาในวันเปนเตกอสเต
นั่นคือช่วงเวลาที่บรรดาศิษย์ตระหนักว่า
ทุกสิ่งที่พระเยซูเจ้าทรงสั่งสอนพวกเขานั้นเป็นความจริง
พระจิตเจ้าทรงเปิดตาและเปิดใจของพวกเขา ให้สามารถมองเห็นว่าพระคริสต์ทรงมีชีวิต
และกำลังทรงทำงานอยู่ท่ามกลางพวกเขา
ในพระวรสาร
เราได้ยินเรื่องของศิษย์สองคนที่กำลังเดินออกจากกรุงเยรูซาเล็ม
พวกเขาเต็มไปด้วยความผิดหวังและความสับสน
พวกเขาไม่สามารถจำพระเยซูเจ้าที่กำลังเดินอยู่เคียงข้างได้
จนกระทั่งพระองค์ทรงบิขนมปังให้พวกเขา
ช่วงเวลาที่พวกเขาจำพระองค์ได้นั้น
ไม่ใช่เพียงแค่การเห็นด้วยสายตา แต่เป็นการ “มองเห็นด้วยสายตาแห่งความเชื่อ”
ใจของพวกเขาร้อนรุ่มขึ้นเมื่อพระองค์ทรงอธิบายพระคัมภีร์ให้ฟัง
และชีวิตของพวกเขาก็เปลี่ยนไปตลอดกาล
พวกเขารีบกลับไปยังกรุงเยรูซาเล็มอีกครั้ง
ด้วยความหวังใหม่และความเชื่อมั่นใหม่ เพื่อไปประกาศข่าวดีให้ผู้อื่นรู้
ในช่วงเทศกาลปัสกานี้ เหตุการณ์ต่าง ๆ หลังการกลับคืนชีพเตือนเราว่า
พระเยซูเจ้าทรงมีชีวิตอยู่ และทรงประทับอยู่ท่ามกลางพวกเรา
นักบุญโธมัสจำพระองค์ได้เมื่อพระองค์ตรัสกับเขาโดยตรง
ศิษย์บนถนนไปเอมมาอูสจำพระองค์ได้ในการบิขนมปัง
ฝูงชนในวันเปนเตกอสเตจำพระองค์ได้ผ่านการประกาศที่เปี่ยมด้วยพระจิตเจ้าของนักบุญเปโตร
การพบเจอเหล่านี้เตือนเราว่า
การประทับอยู่ของพระคริสต์ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องในอดีต
แต่พระองค์ยังคงทรงสำแดงพระองค์ในวันนี้
อย่างไรก็ตาม อันตรายสำหรับเราคือ
เราเริ่มไม่ไวต่อการประทับอยู่ของพระองค์ เรายุ่งกับชีวิต ถูกรบกวนด้วยหน้าที่
เทคโนโลยี และเสียงรบกวนต่าง ๆ มากมาย
เราสามารถอ่านพระคัมภีร์
แต่ไม่ได้ยินเสียงของพระองค์ เราไปร่วมพิธีบูชาขอบพระคุณ แต่ไม่ได้พบพระองค์
การภาวนา พิธีมิสซา และศรัทธาภิบาลต่าง ๆ อาจกลายเป็นเพียงกิจวัตรหรือหน้าที่
มากกว่าจะเป็นช่วงเวลาแห่งการพบพระคริสต์ผู้ทรงกลับคืนชีพ พระองค์ทรงอยู่จริง
แต่เรามักมองไม่เห็น
ดังนั้น ความท้าทายของเราคือ การกลับมาค้นพบ
“การพบเจอ” อีกครั้ง เปิดใจให้ใจของเราร้อนรุ่มขึ้นเมื่อเราฟังพระวาจา
และสามารถจำพระองค์ได้ในการบิขนมปังในศีลมหาสนิท
การประทับอยู่ของพระคริสต์ไม่ใช่สิ่งนามธรรม
แต่เป็นสิ่งที่สัมผัสได้ หากเราเปิดตาและเปิดใจ
เราสามารถเริ่มต้นได้จากการปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม
เช่น ตั้งใจฟังพระคัมภีร์ ไม่ใช่มองเป็นเพียงข้อมูล
แต่เป็นพระสุรเสียงที่กำลังตรัสกับเราในวันนี้ มีส่วนร่วมในศีลมหาสนิทอย่างเต็มที่
โดยตระหนักว่าในการบิขนมปังนั้น พระคริสต์ทรงประทับอยู่จริง และทรงประทานพระองค์แก่เรา
เราต้องฝึกความเงียบและการภาวนา
เพื่อสร้างพื้นที่ให้เราได้พบพระเจ้าในท่ามกลางความวุ่นวายของชีวิต
และอย่าลืมมองเห็นพระคริสต์ในผู้อื่น โดยเฉพาะในผู้ที่กำลังเดือดร้อน
ชีวิตของบรรดาศิษย์เปลี่ยนไป
เพราะพวกเขาได้พบพระคริสต์ผู้ทรงกลับคืนชีพ ชีวิตของเราก็สามารถเปลี่ยนแปลงได้เช่นกัน
หากเราเปิดใจยอมให้ตนเองได้พบพระองค์
อย่าให้ความเชื่อของเรากลายเป็นเพียงหน้าที่หรือกิจวัตร
แต่ขอให้เราเปิดใจเพื่อพบพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์ ผู้ทรงเดินเคียงข้างเรา ตรัสกับเรา
และทรงสำแดงพระองค์ในการบิขนมปัง
ในสุดสัปดาห์นี้ ขอให้เราพยายามตั้งใจฟังพระเยซูเจ้าที่กำลังตรัสกับเรา
ผ่านบทอ่านต่าง ๆ และเปิดตาเพื่อมองเห็นพระองค์ในการบิขนมปัง
ขอให้ใจของเราร้อนรุ่ม
และชีวิตของเราเป็นพยานว่า พระเยซูเจ้าทรงมีชีวิต
และประทับอยู่กับเราที่นี่และเดี๋ยวนี้ ✨
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น