วันเสาร์ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

วันอาทิตย์ที่ 17 เทศกาลธรรมดา (26 กรกฎาคม 2026)

 


วันอาทิตย์ที่ 17 เทศกาลธรรมดา (26 กรกฎาคม 2026)

พระวรสาร: มัทธิว 13:44–52
ข้อคิดโดย คุณพ่อ Clarence Devadass

พระวรสารในวันนี้ พระเยซูเจ้าทรงเล่าอุปมาสั้น ๆ สามเรื่องที่ช่วยให้เราเข้าใจความหมายของ พระอาณาจักรของพระเจ้า

เรื่องแรก เป็นชายคนหนึ่งที่บังเอิญพบ ขุมทรัพย์ที่ซ่อนอยู่ในทุ่งนา เมื่อรู้ว่าขุมทรัพย์นั้นมีค่ามหาศาล เขาเต็มไปด้วยความยินดี รีบกลับไปขายทุกสิ่งที่ตนมี เพื่อนำเงินมาซื้อทุ่งนาผืนนั้น เพราะเขารู้ว่าขุมทรัพย์ที่ได้มามีค่ามากกว่าสิ่งที่เสียไปหลายเท่า

เรื่องที่สอง เป็นพ่อค้าที่ใช้เวลาทั้งชีวิตค้นหา ไข่มุกที่งดงามและมีค่า จนวันหนึ่งเขาได้พบไข่มุกเม็ดเดียวที่ล้ำค่าที่สุด เขาจึงตัดสินใจขายทุกอย่างที่มี เพื่อให้ได้ครอบครองไข่มุกเม็ดนั้น

ส่วนเรื่องสุดท้าย พระเยซูเจ้าทรงเปรียบพระอาณาจักรของพระเจ้าเหมือน อวนที่ทอดลงทะเลและรวบรวมปลาทุกชนิด เมื่อถึงเวลาจึงคัดแยกปลาดีออกจากปลาเสีย เป็นภาพเตือนใจว่า ประวัติศาสตร์ของมนุษย์กำลังมุ่งไปสู่วันพิพากษาครั้งสุดท้าย วันที่พระเจ้าจะทรงแยกผู้ที่ซื่อสัตย์และดำเนินชีวิตในความดีออกจากผู้ที่ปฏิเสธพระองค์

เมื่ออ่านอุปมาเหล่านี้ เราอาจคิดว่า พระเยซูกำลังสอนเรื่อง การเสียสละ หรือ การละทิ้งสิ่งต่าง ๆ แต่หากพิจารณาให้ลึกลงไป จะพบสิ่งสำคัญมากประการหนึ่ง

ทั้งชายที่พบขุมทรัพย์และพ่อค้าที่พบไข่มุก ไม่ได้ขายทุกสิ่งด้วยความเสียดายหรือฝืนใจเลย ตรงกันข้าม พระวรสารบอกว่า ชายคนนั้น "เต็มไปด้วยความยินดี"

ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น?

เพราะเขาได้ค้นพบสิ่งที่มีคุณค่ามากกว่าสิ่งที่เขาต้องสละไปอย่างเทียบไม่ได้ เขาไม่ได้จดจ่ออยู่กับสิ่งที่สูญเสีย แต่จดจ่ออยู่กับสิ่งล้ำค่าที่กำลังจะได้รับ

นี่คือหัวใจของความเชื่อคริสตชน

ความเชื่อไม่ใช่เพียงการปฏิบัติตามกฎ ระเบียบ หรือธรรมเนียมต่าง ๆ ไม่ใช่เพียงการทำหน้าที่ทางศาสนาให้ครบถ้วน

แต่แก่นแท้ของความเชื่อคือ การได้พบและมีความสัมพันธ์กับพระเยซูคริสตเจ้า

การเป็นคริสตชนไม่ได้เริ่มต้นจาก "บทบัญญัติ" แต่เริ่มต้นจาก "ความสัมพันธ์" กับองค์พระผู้เป็นเจ้า

หากเรายังไม่เคยพบพระคริสตเจ้าอย่างแท้จริง ชีวิตแห่งความเชื่อก็อาจกลายเป็นเพียงกิจวัตรที่ทำไปตามหน้าที่

การสวดภาวนาอาจเป็นเพียงสิ่งที่ต้องทำให้เสร็จในแต่ละวัน

การร่วมพิธีบูชาขอบพระคุณในวันอาทิตย์อาจกลายเป็นภาระหรือข้อบังคับ

การรับใช้ในวัด หรือการช่วยเหลือผู้อื่น อาจทำให้เรารู้สึกเหนื่อย เบื่อ หรือหนักใจ

แต่เมื่อพระคริสตเจ้ากลายเป็น "ขุมทรัพย์" ของชีวิต ทุกสิ่งจะเปลี่ยนไป

การสวดภาวนาจะไม่ใช่หน้าที่อีกต่อไป แต่เป็นการสนทนาด้วยความรักกับพระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงรักเรา

ศีลมหาสนิทจะไม่ใช่เพียงพิธีกรรมที่ทำซ้ำทุกสัปดาห์ แต่เป็นการพบพระคริสตเจ้าผู้ทรงประทานชีวิต กำลังใจ และพละกำลังให้แก่เรา

การช่วยเหลือผู้อื่นจะไม่ใช่ภาระที่น่าเบื่อ แต่จะกลายเป็นโอกาสอันน่ายินดีที่จะรักผู้อื่นเหมือนที่พระคริสตเจ้าทรงรักเรา

เมื่อเราได้ค้นพบขุมทรัพย์แห่งพระอาณาจักรของพระเจ้า ชีวิตและลำดับความสำคัญของเราจะเปลี่ยนแปลงจากภายใน

อย่างไรก็ตาม โลกทุกวันนี้ก็เต็มไปด้วย "ไข่มุก" มากมายที่แข่งขันกันแย่งชิงหัวใจของเรา

ความสำเร็จ ชื่อเสียง ความร่ำรวย อำนาจ ความสะดวกสบาย และสิ่งดึงดูดใจนับไม่ถ้วนจากโลกดิจิทัล ล้วนพยายามครอบครองความสนใจของเรา

สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่สิ่งชั่วร้ายเสมอไป หากใช้ด้วยปรีชาญาณ ก็อาจเป็นพระพรจากพระเจ้าได้

แต่สิ่งเหล่านี้ ไม่สามารถเติมเต็มความกระหายลึกที่สุดของหัวใจมนุษย์ได้

หลายคนใช้เวลาทั้งชีวิตสร้างหน้าที่การงาน สะสมทรัพย์สิน แสวงหาชื่อเสียง หรือวิ่งตามการยอมรับจากสังคมและโลกออนไลน์

แต่เมื่อได้สิ่งเหล่านั้นแล้ว กลับยังรู้สึกว่างเปล่า และยังคงค้นหาบางสิ่งต่อไป

ดังที่นักบุญออกัสตินกล่าวไว้ว่า

"หัวใจของเราจะไม่มีวันพบความสงบ จนกว่าจะได้พักอยู่ในพระองค์"

ข่าวดีคือ พระเยซูเจ้า ไม่เคยขอให้เราสละสิ่งใด โดยไม่ทรงมอบสิ่งที่ดียิ่งกว่าให้แก่เรา

พระองค์ทรงเชื้อเชิญให้เราค้นพบขุมทรัพย์แห่งพระอาณาจักรของพระเจ้า ซึ่งเป็นชีวิตที่เต็มเปี่ยมด้วยความหมาย สันติสุข ความยินดี และความหวังนิรันดร

เมื่อพระคริสตเจ้ากลายเป็นขุมทรัพย์ของชีวิต เราจะไม่ได้สูญเสียอะไรที่แท้จริงเลย

ตรงกันข้าม เราจะได้รับทุกสิ่งที่มีคุณค่าอย่างแท้จริง

เพราะที่ใดมีขุมทรัพย์ของเรา ที่นั่นก็จะมีหัวใจของเราอยู่ด้วย


ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น