วันอาทิตย์ที่ 15 เทศกาลธรรมดา
(12 กรกฎาคม 2026)
พระวรสาร: มัทธิว 13:1–23
โดย คุณพ่อคลาเรนซ์ เดวาดาสส์
ในพระวรสารวันนี้ พระเยซูเจ้าทรงเล่าอุปมาเรื่อง
ผู้หว่านเมล็ดพืช ซึ่งเป็นเรื่องที่เราคุ้นเคยกันดี
ชาวนาคนหนึ่งออกไปหว่านเมล็ดพันธุ์อย่างใจกว้าง บางเมล็ดตกตามทางเดิน
บางเมล็ดตกบนพื้นหิน บางเมล็ดตกกลางพงหนาม และบางเมล็ดตกบนดินดี
จนเกิดผลอุดมสมบูรณ์
เมื่อเราได้ฟังพระวรสารตอนนี้
เรามักถูกชวนให้ถามตนเองว่า “เราเป็นดินประเภทไหน?”
ซึ่งเป็นคำถามที่สำคัญมาก แต่ในวันนี้
ขอให้เราลองพิจารณาอีกมุมหนึ่งว่า พระเยซูเจ้ากำลังทรงเชื้อเชิญเรา
ไม่เพียงให้เป็นดินดีเท่านั้น แต่ยังให้เป็นผู้หว่านเมล็ดพันธุ์ด้วยหรือไม่
ลองสังเกตผู้หว่านในอุปมา
เขาไม่ได้คอยเลือกว่าควรหว่านเมล็ดลงตรงไหนจึงจะคุ้มค่า
เขาหว่านเมล็ดพันธุ์ด้วยความเอื้อเฟื้ออย่างน่าประหลาดใจ
แม้บางเมล็ดดูเหมือนจะสูญเปล่า เขาก็ยังคงหว่านต่อไป
เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น?
เพราะผู้หว่านเชื่อมั่นใน พลังของเมล็ดพันธุ์
มากกว่าความสมบูรณ์ของผืนดิน
พระเจ้าทรงปฏิบัติต่อเราในลักษณะเดียวกัน
พระองค์ไม่เคยทรงยอมแพ้ต่อเรา แม้ว่าหัวใจของเราจะเคยแข็งกระด้างเพราะความผิดหวัง
ตื้นเขินเพราะความกลัว หรือถูกหนามแห่งความกังวลและความยึดติดในสิ่งของโลกนี้บดบัง
พระองค์ก็ยังทรงหว่านพระวาจาของพระองค์ลงในชีวิตของเราด้วยความอดทนและเปี่ยมด้วยความหวัง
ความรักของพระองค์ไม่เคยถูกจำกัดหรือร่อยหรอลงเลย
เราทุกคนได้รับการเรียกให้เลียนแบบความใจกว้างเช่นเดียวกัน
เราเป็นผู้หว่านเมล็ดพันธุ์ได้ ไม่ใช่ด้วยการทำสิ่งยิ่งใหญ่เหนือใคร
แต่ด้วยการทำสิ่งธรรมดาในแต่ละวันด้วยความรัก
พ่อแม่หว่านเมล็ดพันธุ์เมื่ออธิษฐานภาวนากับลูก
หรือค่อย ๆ สั่งสอนให้ลูกรู้จักแยกแยะความถูกผิด
ครูหว่านเมล็ดพันธุ์เมื่อให้กำลังใจนักเรียนที่กำลังท้อแท้
แทนที่จะหมดหวังในตัวเขา
เพื่อนหว่านเมล็ดพันธุ์เมื่อยอมรับฟังกันด้วยใจ
โดยไม่รีบด่วนตัดสิน
ผู้ทำงานหว่านเมล็ดพันธุ์เมื่อทำหน้าที่ของตนด้วยความซื่อสัตย์
แม้ไม่มีใครมองเห็น
รอยยิ้มที่มอบให้ผู้โดดเดี่ยว
การไปเยี่ยมผู้ป่วย คำพูดให้กำลังใจแก่ผู้สิ้นหวัง การกล่าวคำขอโทษอย่างจริงใจ
หรือการเลือกให้อภัยแทนการเก็บความขุ่นเคืองไว้ในใจ ล้วนเป็น เมล็ดพันธุ์แห่งพระอาณาจักรของพระเจ้า
แม้สิ่งเหล่านี้จะดูเล็กน้อย
แต่พระเจ้าทรงยินดีที่จะทำให้สิ่งยิ่งใหญ่เติบโตขึ้นจากจุดเริ่มต้นที่เล็กที่สุด
ความจริงที่งดงามก็คือ
ผู้หว่านเมล็ดพันธุ์มักไม่ได้เห็นผลผลิตที่เกิดขึ้น เราอาจไม่มีวันรู้เลยว่า
คำพูดดี ๆ เพียงประโยคเดียวช่วยให้ใครคนหนึ่งไม่ยอมแพ้ต่อชีวิต
การเชื้อเชิญเพียงครั้งเดียวทำให้ใครบางคนกลับคืนสู่ความเชื่อ
หรือการแบ่งปันด้วยน้ำใจเพียงครั้งเดียวเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้อื่นทำความดีต่อไป
กระแสเรียกของคริสตชนจึงไม่ใช่การรับประกันผลสำเร็จ
แต่คือการซื่อสัตย์ในการหว่านเมล็ดพันธุ์แห่งความรัก ความจริง ความหวัง
และพระเมตตา ลงในทุกสถานที่ที่พระเจ้าทรงส่งเราไป
ลองย้อนคิดถึงผู้คนที่เคยหว่านเมล็ดพันธุ์ลงในชีวิตของเรา
บางทีอาจเป็นพ่อแม่ที่สอนให้เรารู้จักอธิษฐานภาวนา ครูที่เชื่อมั่นในตัวเรา
พระสงฆ์ที่คอยหนุนใจ หรือเพื่อนที่ยืนเคียงข้างเราในช่วงเวลาที่ยากลำบาก
พวกเขาอาจไม่เคยรู้เลยว่า สิ่งเล็ก ๆ ที่ได้ทำไว้ ได้ออกผลมากมายเพียงใดในชีวิตของเรา
ความซื่อสัตย์อย่างเงียบ ๆ ของพวกเขาได้เปลี่ยนแปลงชีวิตของเราอย่างลึกซึ้ง
ขณะเดียวกัน
เราเองก็ต้องหมั่นเตรียมหัวใจของเราให้พร้อมรับพระวาจาของพระเจ้าอยู่เสมอ
การอธิษฐานภาวนาช่วยให้ดินที่แข็งกระด้างอ่อนนุ่มลง
ความถ่อมตนช่วยขจัดก้อนหินแห่งความหยิ่งผยอง
ความเรียบง่ายช่วยถอนหนามแห่งความโลภและความกังวลออกจากใจ
ยิ่งเรายอมให้พระเจ้าทรงเพาะปลูกชีวิตของเรามากเท่าไร
ชีวิตของเราก็จะยิ่งเกิดผลอุดมสมบูรณ์มากขึ้นเท่านั้น
เมื่อเราร่วมพิธีบูชาขอบพระคุณในวันนี้
ขอให้เราทูลขอพระหรรษทานสองประการ คือ
ขอให้เราเป็น ดินดี ที่เปิดใจรับพระวาจาของพระเจ้า
และขอให้เรามี ความกล้าหาญที่จะเป็นผู้หว่านเมล็ดพันธุ์แห่งความดี โดยไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย
ผ่านการกระทำเล็ก ๆ ในชีวิตประจำวัน
ขอให้เราจดจำไว้เสมอว่า
ทุกวันธรรมดาคือ ผืนนา
ทุกการพบปะผู้คนคือ โอกาส
และทุกการกระทำที่เปี่ยมด้วยความรักคือ เมล็ดพันธุ์แห่งพระอาณาจักรของพระเจ้า
อย่ากังวลว่าเมล็ดพันธุ์นั้นจะเติบโตหรือไม่
เพราะหน้าที่ของเราคือ หว่านด้วยความรักอย่างซื่อสัตย์ ส่วนการทำให้เมล็ดพันธุ์เติบโตและเกิดผลนั้น
เป็นพระภารกิจของพระเจ้าเสมอ
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น