วันเสาร์ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

วันอาทิตย์ที่ 15 เทศกาลธรรมดา (12 กรกฎาคม 2026)

 

วันอาทิตย์ที่ 15 เทศกาลธรรมดา (12 กรกฎาคม 2026)
พระวรสาร: มัทธิว 13:1–23
โดย คุณพ่อคลาเรนซ์ เดวาดาสส์

ในพระวรสารวันนี้ พระเยซูเจ้าทรงเล่าอุปมาเรื่อง ผู้หว่านเมล็ดพืช ซึ่งเป็นเรื่องที่เราคุ้นเคยกันดี ชาวนาคนหนึ่งออกไปหว่านเมล็ดพันธุ์อย่างใจกว้าง บางเมล็ดตกตามทางเดิน บางเมล็ดตกบนพื้นหิน บางเมล็ดตกกลางพงหนาม และบางเมล็ดตกบนดินดี จนเกิดผลอุดมสมบูรณ์

เมื่อเราได้ฟังพระวรสารตอนนี้ เรามักถูกชวนให้ถามตนเองว่า เราเป็นดินประเภทไหน?” ซึ่งเป็นคำถามที่สำคัญมาก แต่ในวันนี้ ขอให้เราลองพิจารณาอีกมุมหนึ่งว่า พระเยซูเจ้ากำลังทรงเชื้อเชิญเรา ไม่เพียงให้เป็นดินดีเท่านั้น แต่ยังให้เป็นผู้หว่านเมล็ดพันธุ์ด้วยหรือไม่

ลองสังเกตผู้หว่านในอุปมา เขาไม่ได้คอยเลือกว่าควรหว่านเมล็ดลงตรงไหนจึงจะคุ้มค่า เขาหว่านเมล็ดพันธุ์ด้วยความเอื้อเฟื้ออย่างน่าประหลาดใจ แม้บางเมล็ดดูเหมือนจะสูญเปล่า เขาก็ยังคงหว่านต่อไป

เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น?

เพราะผู้หว่านเชื่อมั่นใน พลังของเมล็ดพันธุ์ มากกว่าความสมบูรณ์ของผืนดิน

พระเจ้าทรงปฏิบัติต่อเราในลักษณะเดียวกัน พระองค์ไม่เคยทรงยอมแพ้ต่อเรา แม้ว่าหัวใจของเราจะเคยแข็งกระด้างเพราะความผิดหวัง ตื้นเขินเพราะความกลัว หรือถูกหนามแห่งความกังวลและความยึดติดในสิ่งของโลกนี้บดบัง พระองค์ก็ยังทรงหว่านพระวาจาของพระองค์ลงในชีวิตของเราด้วยความอดทนและเปี่ยมด้วยความหวัง ความรักของพระองค์ไม่เคยถูกจำกัดหรือร่อยหรอลงเลย

เราทุกคนได้รับการเรียกให้เลียนแบบความใจกว้างเช่นเดียวกัน เราเป็นผู้หว่านเมล็ดพันธุ์ได้ ไม่ใช่ด้วยการทำสิ่งยิ่งใหญ่เหนือใคร แต่ด้วยการทำสิ่งธรรมดาในแต่ละวันด้วยความรัก

พ่อแม่หว่านเมล็ดพันธุ์เมื่ออธิษฐานภาวนากับลูก หรือค่อย ๆ สั่งสอนให้ลูกรู้จักแยกแยะความถูกผิด

ครูหว่านเมล็ดพันธุ์เมื่อให้กำลังใจนักเรียนที่กำลังท้อแท้ แทนที่จะหมดหวังในตัวเขา

เพื่อนหว่านเมล็ดพันธุ์เมื่อยอมรับฟังกันด้วยใจ โดยไม่รีบด่วนตัดสิน

ผู้ทำงานหว่านเมล็ดพันธุ์เมื่อทำหน้าที่ของตนด้วยความซื่อสัตย์ แม้ไม่มีใครมองเห็น

รอยยิ้มที่มอบให้ผู้โดดเดี่ยว การไปเยี่ยมผู้ป่วย คำพูดให้กำลังใจแก่ผู้สิ้นหวัง การกล่าวคำขอโทษอย่างจริงใจ หรือการเลือกให้อภัยแทนการเก็บความขุ่นเคืองไว้ในใจ ล้วนเป็น เมล็ดพันธุ์แห่งพระอาณาจักรของพระเจ้า

แม้สิ่งเหล่านี้จะดูเล็กน้อย แต่พระเจ้าทรงยินดีที่จะทำให้สิ่งยิ่งใหญ่เติบโตขึ้นจากจุดเริ่มต้นที่เล็กที่สุด

ความจริงที่งดงามก็คือ ผู้หว่านเมล็ดพันธุ์มักไม่ได้เห็นผลผลิตที่เกิดขึ้น เราอาจไม่มีวันรู้เลยว่า คำพูดดี ๆ เพียงประโยคเดียวช่วยให้ใครคนหนึ่งไม่ยอมแพ้ต่อชีวิต การเชื้อเชิญเพียงครั้งเดียวทำให้ใครบางคนกลับคืนสู่ความเชื่อ หรือการแบ่งปันด้วยน้ำใจเพียงครั้งเดียวเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้อื่นทำความดีต่อไป

กระแสเรียกของคริสตชนจึงไม่ใช่การรับประกันผลสำเร็จ แต่คือการซื่อสัตย์ในการหว่านเมล็ดพันธุ์แห่งความรัก ความจริง ความหวัง และพระเมตตา ลงในทุกสถานที่ที่พระเจ้าทรงส่งเราไป

ลองย้อนคิดถึงผู้คนที่เคยหว่านเมล็ดพันธุ์ลงในชีวิตของเรา บางทีอาจเป็นพ่อแม่ที่สอนให้เรารู้จักอธิษฐานภาวนา ครูที่เชื่อมั่นในตัวเรา พระสงฆ์ที่คอยหนุนใจ หรือเพื่อนที่ยืนเคียงข้างเราในช่วงเวลาที่ยากลำบาก พวกเขาอาจไม่เคยรู้เลยว่า สิ่งเล็ก ๆ ที่ได้ทำไว้ ได้ออกผลมากมายเพียงใดในชีวิตของเรา ความซื่อสัตย์อย่างเงียบ ๆ ของพวกเขาได้เปลี่ยนแปลงชีวิตของเราอย่างลึกซึ้ง

ขณะเดียวกัน เราเองก็ต้องหมั่นเตรียมหัวใจของเราให้พร้อมรับพระวาจาของพระเจ้าอยู่เสมอ

การอธิษฐานภาวนาช่วยให้ดินที่แข็งกระด้างอ่อนนุ่มลง

ความถ่อมตนช่วยขจัดก้อนหินแห่งความหยิ่งผยอง

ความเรียบง่ายช่วยถอนหนามแห่งความโลภและความกังวลออกจากใจ

ยิ่งเรายอมให้พระเจ้าทรงเพาะปลูกชีวิตของเรามากเท่าไร ชีวิตของเราก็จะยิ่งเกิดผลอุดมสมบูรณ์มากขึ้นเท่านั้น

เมื่อเราร่วมพิธีบูชาขอบพระคุณในวันนี้ ขอให้เราทูลขอพระหรรษทานสองประการ คือ

ขอให้เราเป็น ดินดี ที่เปิดใจรับพระวาจาของพระเจ้า และขอให้เรามี ความกล้าหาญที่จะเป็นผู้หว่านเมล็ดพันธุ์แห่งความดี โดยไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ผ่านการกระทำเล็ก ๆ ในชีวิตประจำวัน

ขอให้เราจดจำไว้เสมอว่า

ทุกวันธรรมดาคือ ผืนนา

ทุกการพบปะผู้คนคือ โอกาส

และทุกการกระทำที่เปี่ยมด้วยความรักคือ เมล็ดพันธุ์แห่งพระอาณาจักรของพระเจ้า

อย่ากังวลว่าเมล็ดพันธุ์นั้นจะเติบโตหรือไม่ เพราะหน้าที่ของเราคือ หว่านด้วยความรักอย่างซื่อสัตย์ ส่วนการทำให้เมล็ดพันธุ์เติบโตและเกิดผลนั้น เป็นพระภารกิจของพระเจ้าเสมอ

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น