วันเสาร์ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

วันอาทิตย์ที่ 7 เทศกาลปัสกา (17 พฤษภาคม 2026)

 


วันอาทิตย์ที่ 7 เทศกาลปัสกา (17 พฤษภาคม 2026)
พระวรสาร: ยอห์น 17:1-11
Fr Clarence Devadass

วันอาทิตย์หลังการเสด็จสู่สวรรค์ของพระเยซูเจ้า มักเป็นช่วงเวลาที่ให้ความรู้สึกเหมือนอยู่ “ระหว่างทาง”
พระเยซูเจ้าเสด็จกลับไปหาพระบิดาแล้ว และเราก็รู้ว่าต่อจากนี้จะเป็นวันสมโภชพระจิตเจ้าเสด็จลงมาในวันเปนเตกอสเต แต่สำหรับบรรดาศิษย์ในเวลานั้น พวกเขากำลังเผชิญกับความไม่แน่นอน

พวกเขายืนมองขึ้นไปบนท้องฟ้า พร้อมกับสงสัยว่าอะไรจะเกิดขึ้นต่อไป
ในใจของพวกเขาคงเต็มไปด้วยคำถามว่า
“จากนี้เราจะไปที่ไหน?”
“เราต้องทำอะไรต่อ?”
“เราจะดำเนินชีวิตต่อไปอย่างไรเมื่อไม่มีพระองค์อยู่กับเรา?”

นี่เป็นช่วงเวลาที่เป็นมนุษย์มาก ๆ
เพราะเราทุกคนต่างเคยมีประสบการณ์ของการยืนอยู่ระหว่าง “สิ่งที่จบลงแล้ว” กับ “สิ่งใหม่ที่ยังมาไม่ถึง”
เรารู้จักความรู้สึกกังวลของการรอคอย
ความอึดอัดของความไม่แน่นอน
และความรู้สึกเหมือนต้องอยู่ลำพัง

ท่ามกลางช่วงเวลาเช่นนี้ พระวรสารวันนี้พาเราเข้าไปสัมผัสคำภาวนาที่ลึกซึ้งและใกล้ชิดที่สุดบทหนึ่งของพระเยซูเจ้า

ในพระวรสารหลายครั้ง เราได้ยินว่าพระเยซูเจ้าแยกตัวออกไปภาวนา แต่เราแทบไม่เคยรู้ว่าพระองค์ทรงภาวนาอะไร
แต่วันนี้ พระองค์เปิดหัวใจของพระองค์ให้เราได้เห็น

พระเยซูเจ้าทรงเงยพระพักตร์ขึ้นหาพระบิดา และทรงภาวนาเพื่อบรรดาศิษย์ของพระองค์
พระองค์ไม่ได้ขอให้พวกเขามั่งคั่ง
ไม่ได้ขอให้ประสบความสำเร็จ
และไม่ได้ขอให้พวกเขาหลีกพ้นจากความทุกข์

แต่พระองค์ทรงขอสิ่งที่ลึกซึ้งกว่านั้นมาก
“ขอให้พวกเขาเป็นหนึ่งเดียวกัน”

คำภาวนานี้เผยให้เห็นความปรารถนาที่ลึกที่สุดในพระทัยของพระเยซูเจ้า
ในคืนก่อนทรงรับทรมาน เมื่อพระองค์รู้ว่ากำลังจะจากบรรดาศิษย์ไป พระองค์จึงฝากพวกเขาไว้กับพระบิดา และทรงภาวนาเพื่อความเป็นหนึ่งเดียวกันของพวกเขา

พระองค์ต้องการให้พวกเขาเป็นหนึ่งเดียวกับพระเจ้า และเป็นหนึ่งเดียวกันเองด้วย

ความเป็นหนึ่งเดียวนี้ ไม่ใช่แค่การจัดองค์กรให้เป็นระเบียบ
ไม่ใช่แค่การเข้ากันได้ หรือหลีกเลี่ยงความขัดแย้ง
แต่เป็นความสัมพันธ์ลึกซึ้งของหัวใจ ที่มีรากฐานอยู่ในชีวิตของพระเจ้าเอง

พระเยซูเจ้าทรงภาวนาให้บรรดาศิษย์ได้มีส่วนร่วมในความรักเดียวกันกับที่มีอยู่ระหว่างพระบิดาและพระบุตร

พูดอีกอย่างหนึ่งคือ พระเยซูเจ้าทรงภาวนาให้ผู้ติดตามของพระองค์ “ดำรงอยู่ในความสัมพันธ์”

ข้อความนี้มีความหมายอย่างมากในวันนี้ เพราะพระศาสนจักรกำลังฉลองวันสื่อมวลชนสากล
หัวข้อของปีนี้คือ
“รักษาเสียงและใบหน้าความเป็นมนุษย์เอาไว้”

หัวข้อนี้เตือนใจเราว่า ในโลกที่เต็มไปด้วยข้อความ โพสต์ การกดไลก์ และภาพที่สร้างขึ้นด้วยปัญญาประดิษฐ์ การสื่อสารที่แท้จริงนั้นเป็นมากกว่าการส่งข้อมูลถึงกัน

หัวใจของการสื่อสาร คือ “การพบกันของบุคคล”

ทุกวันนี้ข้อมูลเดินทางได้รวดเร็วมาก
เราสามารถส่งข้อความไปอีกฟากโลกได้ภายในไม่กี่วินาที
เราสามารถเสพข่าวสารและเนื้อหาต่าง ๆ ได้ไม่รู้จบ

แต่การพบกันอย่างแท้จริงนั้น ต้องการสิ่งที่เทคโนโลยีไม่สามารถเร่งให้เร็วขึ้นได้ นั่นคือ
เวลา
การอยู่ตรงนั้นจริง ๆ
การรับฟัง
และความรัก

และสิ่งเหล่านี้เองที่กำลังหายากขึ้นทุกวัน

บ่อยครั้ง เราอยากให้งานเสร็จ แต่ไม่อยากสร้างความสัมพันธ์
เราอยากได้ประสิทธิภาพ แต่ไม่อยากใกล้ชิดกัน
เราแลกเปลี่ยนข้อมูล แต่ไม่ได้มองเห็นกันจริง ๆ
เราได้ยินเสียง แต่ไม่ได้ฟังหัวใจ

หลายครั้ง เรามัวแต่สนใจให้งานสำเร็จ จนลืมมองเห็น “คน” ที่อยู่ตรงหน้า

คำถามแรกที่เราถามจึงกลายเป็น
“งานเสร็จหรือยัง?”
แทนที่จะถามว่า
“กินข้าวหรือยัง?”

เราถามว่า
“ใครจะทำงานนี้ให้เสร็จ?”
แทนที่จะถามว่า
“วันนี้รู้สึกเป็นอย่างไรบ้าง?”

ประสิทธิภาพสำคัญกว่าความเห็นอกเห็นใจ
ผลงานสำคัญกว่าตัวบุคคล
ความสำเร็จสำคัญกว่าการอยู่เคียงข้างกัน

การสื่อสารของเราจึงค่อย ๆ กลายเป็นสิ่งที่ไร้ใบหน้า และไร้เสียงของความเป็นมนุษย์

แต่พระเยซูเจ้าทรงแสดงให้เราเห็นอีกหนทางหนึ่ง

พระองค์ทรงมองเห็นศักเคียสบนต้นไม้
ทรงสังเกตหญิงชาวสะมาเรียที่บ่อน้ำ
ทรงได้ยินเสียงร้องของบารทิเมอัส
พระองค์หยุดเพื่อคนป่วย คนโดดเดี่ยว และคนที่ถูกลืม

พระเยซูเจ้าทรงสื่อสารไม่ใช่แค่ด้วยคำพูด แต่ด้วย “การประทับอยู่”

พระองค์ทำให้ผู้คนรู้สึกว่า
พวกเขาถูกมองเห็น
ถูกรับฟัง
และถูกรัก

คำภาวนาของพระเยซูเจ้าไม่ใช่สุนทรพจน์อย่างเป็นทางการ
แต่เป็นการสนทนาส่วนตัวกับพระบิดา
เป็นการพบกันแห่งความรัก

และเมื่อพระองค์ทรงแบ่งปันคำภาวนานี้กับเรา พระองค์กำลังสอนเราว่า
การภาวนา คือรูปแบบการสื่อสารที่ลึกซึ้งที่สุด

เมื่อเราภาวนา เราไม่ได้เพียงแค่ส่งข้อมูลให้พระเจ้า
เพราะพระเจ้าทรงรู้ทุกความต้องการของเราอยู่แล้ว

การภาวนา คือความสัมพันธ์
คือการดำรงอยู่กับพระผู้ทรงรักเรา

ต่อหน้าพระเจ้า เราไม่ใช่คนไร้ใบหน้า หรือไร้เสียง
พระองค์ทรงมองเห็นเรา และทรงรับฟังเราเสมอ

ในโลกที่แตกแยกเช่นทุกวันนี้ เราจำเป็นต้องรักษาการพบกันที่แท้จริงเอาไว้
ในวัฒนธรรมที่เต็มไปด้วยเสียงรบกวน เราต้องเรียนรู้ที่จะฟังเสียงของมนุษย์ และฟังพระสุรเสียงของพระเจ้า

ขอให้เราเตือนใจตัวเองทุกวันว่า
เราต้องเรียนรู้ที่จะมองเห็น “ใบหน้า” ไม่ใช่แค่มองเห็น “ตัวอักษร”
เรียนรู้ที่จะฟัง “เสียง” ไม่ใช่แค่รับ “ข้อความ”
และเหนือสิ่งอื่นใด คือเรียนรู้ที่จะสัมผัส “หัวใจ” ที่อยู่เบื้องหลังคำพูดนั้น

ไม่ใช่เพียงแค่อีโมจิ
แต่คือมนุษย์คนหนึ่ง

เพราะทุกคำพูดที่เราเอ่ยออกมา คือโอกาสของการพบกันเสมอ

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น