สมโภชวันอาทิตย์ที่ 11 เทศกาลธรรมดา
(14 มิถุนายน 2026)
พระวรสาร: มัทธิว 9:36-10:8
โดย คุณพ่อแคลเรนซ์ เดวาดาสส์
หลายคนคงเคยมีประสบการณ์หัดขับรถกับครูสอนขับ
ครูนั่งอยู่ข้าง ๆ อย่างสงบ ใจเย็น
และพร้อมจะเหยียบเบรกเสริมทันทีถ้ามีอะไรผิดพลาด ทุกครั้งที่เรียน
เราจะได้ยินคำแนะนำเดิม ๆ อย่างมั่นคงว่า “ดูกระจกก่อน… ชะลอหน่อย…
เปิดไฟเลี้ยวให้เร็วขึ้น… จับพวงมาลัยให้นิ่ง” เรารู้สึกอุ่นใจ
เพราะมีใครบางคนคอยช่วยควบคุมสถานการณ์อยู่ข้างเราเสมอ
แต่แล้วก็มาถึงวันที่ผู้เรียนทุกคนต้องเผชิญ
วันที่ครูสอนขับลงจากรถ ไม่มีใครนั่งข้าง ๆ อีกแล้ว ไม่มีเบรกเสริม
ไม่มีเสียงคอยบอก มีเพียงตัวเรา พวงมาลัย และถนนข้างหน้า
ในช่วงเวลานั้น เรามักรู้สึกสองอย่างพร้อมกัน
คือ ความกลัวและอิสรภาพ กลัว เพราะไม่มีตาข่ายรองรับอีกต่อไป แต่ก็เป็นอิสระ
เพราะมีคนเชื่อมั่นในตัวเรามากพอที่จะถอยออกมา เราไม่ได้เป็นเพียงผู้เรียนอีกต่อไป
แต่กำลังได้รับความไว้วางใจ เรากำลังถูกส่งออกไป
พระวรสารวันนี้ก็คล้ายกับช่วงเวลานั้นสำหรับบรรดาศิษย์ของพระเยซูเจ้า
พระวรสารบอกเราว่า
ศิษย์กลุ่มแรกได้รับการเรียกตั้งแต่ช่วงต้นของพันธกิจของพระเยซูเจ้า
พวกเขาเป็นคนธรรมดา ทั้งชาวประมง คนเก็บภาษี และผู้แสวงหาความหมายของชีวิต
เมื่อได้ยินคำเชิญของพระองค์ว่า “จงตามเรามา” พวกเขาก็ละทิ้งทุกสิ่งและเดินติดตามพระองค์
พระวรสารวันนี้แสดงให้เห็นอีกขั้นสำคัญหนึ่งในการเดินทางของพวกเขา
นั่นคือ การเปลี่ยนจาก “ศิษย์” ไปเป็น “อัครสาวก”
นี่ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนชื่อเรียก
แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงตัวตน จุดมุ่งหมาย และพันธกิจ
ศิษย์คือผู้ที่เรียนรู้ แต่อัครสาวกคือผู้ที่ถูกส่งออกไป
การก้าวจากการเป็นศิษย์ไปสู่อัครสาวก คือการก้าวจากผู้รับไปสู่ผู้ให้
จากผู้ติดตามไปสู่ผู้ที่ได้รับความไว้วางใจ
จากการนั่งเรียนแทบพระบาทของพระเยซูเจ้า ไปสู่การนำข่าวสารของพระองค์ออกไปสู่โลก
พระเยซูเจ้าไม่ได้เก็บพันธกิจไว้กับพระองค์เอง
พระองค์ทรงแบ่งปัน ทรงมอบอำนาจ และทรงส่งศิษย์ออกไป ด้วยการกระทำเช่นนี้
พระองค์ทรงแสดงให้เห็นว่า ชีวิตคริสตชนไม่เคยเป็นเรื่องเฉพาะตัวหรืออยู่นิ่ง ๆ
แต่ต้องเป็นชีวิตที่เคลื่อนไหว มองออกไปภายนอก และมีจิตตารมณ์แห่งการแพร่ธรรมเสมอ
พวกเราก็เริ่มต้นจากการเป็นศิษย์เช่นกัน เรานั่งแทบพระบาทของพระเยซูเจ้า
ฟังพระวาจาและเรียนรู้หนทางของพระองค์ เราพยายามเลียนแบบความเมตตา ความอดทน
และความรักของพระองค์
แต่การอบรมนี้ไม่ได้มีไว้เพียงเพื่อความศักดิ์สิทธิ์ส่วนตัวหรือความสบายฝ่ายจิตเท่านั้น
หากเป็นการเตรียมตัวเพื่อสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่า คือการถูกส่งออกไปเป็นอัครสาวกในยุคและสถานที่ของเราเอง
พระเยซูเจ้าทรงส่งอัครสาวกทั้งสิบสองออกไป
พร้อมมอบอำนาจให้รักษาโรค ขับไล่ปีศาจ
และประกาศว่าพระอาณาจักรของพระเจ้าอยู่ใกล้แล้ว
แม้พวกเราอาจไม่ได้ทำอัศจรรย์เช่นนั้น
แต่อำนาจที่พระองค์ทรงมอบให้เราก็ยังคงเป็นจริงไม่ต่างกัน
พระองค์ทรงส่งเราไปนำความหวังสู่ผู้สิ้นหวัง
นำการให้อภัยสู่ผู้ที่บอบช้ำ นำความจริงสู่ความสับสน
และนำความรักสู่ผู้ที่โดดเดี่ยว พระองค์ทรงมอบพันธกิจให้เราเอ่ยนามของพระองค์
แบ่งปันพระวรสาร และเป็นพยานถึงการประทับอยู่ของพระองค์ในชีวิตของเรา
สังเกตว่า พระเยซูเจ้าไม่ได้เสนอพันธกิจนี้เป็นเพียงคำแนะนำ
แต่เป็นคำสั่ง “จงไป” “จงประกาศ” “จงรักษาเถิด”
พระเยซูเจ้าองค์เดียวกันที่ทรงเรียกบรรดาศิษย์ ก็ทรงเรียกเราเช่นกัน
พระองค์องค์เดียวกันที่ทรงส่งอัครสาวก ก็ทรงส่งเราออกไปด้วย
พันธกิจจึงไม่ใช่สิ่งเลือกทำหรือไม่ทำได้ แต่เป็นหัวใจของการเป็นคริสตชน
ในโลกที่มักเลือกความเงียบแทนความจริง
เลือกความสบายแทนการเสียสละ และเลือกความเป็นตัวของตัวเองแทนความเป็นหนึ่งเดียวกัน
การเป็นอัครสาวกอาจดูน่ากลัว แต่พระเยซูเจ้าไม่เคยส่งเราไปตามลำพัง
พระองค์ทรงประทานพระจิตเจ้าแก่เรา และทรงเสริมกำลังเราผ่านทางศีลมหาสนิท
ทุกครั้งที่ร่วมพิธีบูชาขอบพระคุณ
เราได้รับการหล่อเลี้ยงด้วยพระกายและพระโลหิตของพระองค์
เพื่อให้เรากลายเป็นสิ่งที่เรารับ ศีลมหาสนิทไม่ใช่เพียงอาหารสำหรับจิตใจ
แต่เป็นพลังสำหรับพันธกิจของเรา
ในอีกความหมายหนึ่ง เราทุกคนได้รับเรียกให้เป็น
“รัศมีอวยพรศีล” ที่มีชีวิต เป็นผู้แบกพระคริสตเจ้าไว้ในชีวิตของเรา เช่นเดียวกับรัศมีอวยพรศีลที่ประคองและแสดงองค์พระคริสตเจ้าให้ผู้คนได้เคารพนมัสการ
ชีวิตของเราก็ต้องเผยให้ผู้คนเห็นพระคริสตเจ้าด้วยเช่นกัน โดยผ่านคำพูด การกระทำ
ความเมตตา และความซื่อสัตย์ของเรา เพื่อให้พระคริสตเจ้าปรากฏชัดในโลกนี้
เมื่อเรารำพึงถึงการที่บรรดาศิษย์กลายเป็นอัครสาวกในวันนี้
ขอให้เราถามตนเองว่า พระเยซูเจ้ากำลังส่งเราไปที่ใด
ใครบ้างที่ต้องการถ้อยคำแห่งความหวังจากเรา เราจะนำพระคริสตเจ้าเข้าไปในครอบครัว
ที่ทำงาน และชุมชนของเราได้อย่างไร
ขอให้คำตอบของเราคือ
“ข้าแต่องค์พระผู้เป็นเจ้า ข้าพเจ้าอยู่นี่ โปรดส่งข้าพเจ้าไปเถิด”
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น