วันศุกร์ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2569

สมโภชวันอาทิตย์ที่ 11 เทศกาลธรรมดา (14 มิถุนายน 2026)

 


สมโภชวันอาทิตย์ที่ 11 เทศกาลธรรมดา (14 มิถุนายน 2026)
พระวรสาร: มัทธิว 9:36-10:8
โดย คุณพ่อแคลเรนซ์ เดวาดาสส์

หลายคนคงเคยมีประสบการณ์หัดขับรถกับครูสอนขับ ครูนั่งอยู่ข้าง ๆ อย่างสงบ ใจเย็น และพร้อมจะเหยียบเบรกเสริมทันทีถ้ามีอะไรผิดพลาด ทุกครั้งที่เรียน เราจะได้ยินคำแนะนำเดิม ๆ อย่างมั่นคงว่า “ดูกระจกก่อน… ชะลอหน่อย… เปิดไฟเลี้ยวให้เร็วขึ้น… จับพวงมาลัยให้นิ่ง” เรารู้สึกอุ่นใจ เพราะมีใครบางคนคอยช่วยควบคุมสถานการณ์อยู่ข้างเราเสมอ

แต่แล้วก็มาถึงวันที่ผู้เรียนทุกคนต้องเผชิญ วันที่ครูสอนขับลงจากรถ ไม่มีใครนั่งข้าง ๆ อีกแล้ว ไม่มีเบรกเสริม ไม่มีเสียงคอยบอก มีเพียงตัวเรา พวงมาลัย และถนนข้างหน้า

ในช่วงเวลานั้น เรามักรู้สึกสองอย่างพร้อมกัน คือ ความกลัวและอิสรภาพ กลัว เพราะไม่มีตาข่ายรองรับอีกต่อไป แต่ก็เป็นอิสระ เพราะมีคนเชื่อมั่นในตัวเรามากพอที่จะถอยออกมา เราไม่ได้เป็นเพียงผู้เรียนอีกต่อไป แต่กำลังได้รับความไว้วางใจ เรากำลังถูกส่งออกไป

พระวรสารวันนี้ก็คล้ายกับช่วงเวลานั้นสำหรับบรรดาศิษย์ของพระเยซูเจ้า

พระวรสารบอกเราว่า ศิษย์กลุ่มแรกได้รับการเรียกตั้งแต่ช่วงต้นของพันธกิจของพระเยซูเจ้า พวกเขาเป็นคนธรรมดา ทั้งชาวประมง คนเก็บภาษี และผู้แสวงหาความหมายของชีวิต เมื่อได้ยินคำเชิญของพระองค์ว่า “จงตามเรามา” พวกเขาก็ละทิ้งทุกสิ่งและเดินติดตามพระองค์

พระวรสารวันนี้แสดงให้เห็นอีกขั้นสำคัญหนึ่งในการเดินทางของพวกเขา นั่นคือ การเปลี่ยนจาก “ศิษย์” ไปเป็น “อัครสาวก”

นี่ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนชื่อเรียก แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงตัวตน จุดมุ่งหมาย และพันธกิจ

ศิษย์คือผู้ที่เรียนรู้ แต่อัครสาวกคือผู้ที่ถูกส่งออกไป การก้าวจากการเป็นศิษย์ไปสู่อัครสาวก คือการก้าวจากผู้รับไปสู่ผู้ให้ จากผู้ติดตามไปสู่ผู้ที่ได้รับความไว้วางใจ จากการนั่งเรียนแทบพระบาทของพระเยซูเจ้า ไปสู่การนำข่าวสารของพระองค์ออกไปสู่โลก

พระเยซูเจ้าไม่ได้เก็บพันธกิจไว้กับพระองค์เอง พระองค์ทรงแบ่งปัน ทรงมอบอำนาจ และทรงส่งศิษย์ออกไป ด้วยการกระทำเช่นนี้ พระองค์ทรงแสดงให้เห็นว่า ชีวิตคริสตชนไม่เคยเป็นเรื่องเฉพาะตัวหรืออยู่นิ่ง ๆ แต่ต้องเป็นชีวิตที่เคลื่อนไหว มองออกไปภายนอก และมีจิตตารมณ์แห่งการแพร่ธรรมเสมอ

พวกเราก็เริ่มต้นจากการเป็นศิษย์เช่นกัน เรานั่งแทบพระบาทของพระเยซูเจ้า ฟังพระวาจาและเรียนรู้หนทางของพระองค์ เราพยายามเลียนแบบความเมตตา ความอดทน และความรักของพระองค์ แต่การอบรมนี้ไม่ได้มีไว้เพียงเพื่อความศักดิ์สิทธิ์ส่วนตัวหรือความสบายฝ่ายจิตเท่านั้น หากเป็นการเตรียมตัวเพื่อสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่า คือการถูกส่งออกไปเป็นอัครสาวกในยุคและสถานที่ของเราเอง

พระเยซูเจ้าทรงส่งอัครสาวกทั้งสิบสองออกไป พร้อมมอบอำนาจให้รักษาโรค ขับไล่ปีศาจ และประกาศว่าพระอาณาจักรของพระเจ้าอยู่ใกล้แล้ว แม้พวกเราอาจไม่ได้ทำอัศจรรย์เช่นนั้น แต่อำนาจที่พระองค์ทรงมอบให้เราก็ยังคงเป็นจริงไม่ต่างกัน

พระองค์ทรงส่งเราไปนำความหวังสู่ผู้สิ้นหวัง นำการให้อภัยสู่ผู้ที่บอบช้ำ นำความจริงสู่ความสับสน และนำความรักสู่ผู้ที่โดดเดี่ยว พระองค์ทรงมอบพันธกิจให้เราเอ่ยนามของพระองค์ แบ่งปันพระวรสาร และเป็นพยานถึงการประทับอยู่ของพระองค์ในชีวิตของเรา

สังเกตว่า พระเยซูเจ้าไม่ได้เสนอพันธกิจนี้เป็นเพียงคำแนะนำ แต่เป็นคำสั่ง “จงไป” “จงประกาศ” “จงรักษาเถิด” พระเยซูเจ้าองค์เดียวกันที่ทรงเรียกบรรดาศิษย์ ก็ทรงเรียกเราเช่นกัน พระองค์องค์เดียวกันที่ทรงส่งอัครสาวก ก็ทรงส่งเราออกไปด้วย พันธกิจจึงไม่ใช่สิ่งเลือกทำหรือไม่ทำได้ แต่เป็นหัวใจของการเป็นคริสตชน

ในโลกที่มักเลือกความเงียบแทนความจริง เลือกความสบายแทนการเสียสละ และเลือกความเป็นตัวของตัวเองแทนความเป็นหนึ่งเดียวกัน การเป็นอัครสาวกอาจดูน่ากลัว แต่พระเยซูเจ้าไม่เคยส่งเราไปตามลำพัง พระองค์ทรงประทานพระจิตเจ้าแก่เรา และทรงเสริมกำลังเราผ่านทางศีลมหาสนิท ทุกครั้งที่ร่วมพิธีบูชาขอบพระคุณ เราได้รับการหล่อเลี้ยงด้วยพระกายและพระโลหิตของพระองค์ เพื่อให้เรากลายเป็นสิ่งที่เรารับ ศีลมหาสนิทไม่ใช่เพียงอาหารสำหรับจิตใจ แต่เป็นพลังสำหรับพันธกิจของเรา

ในอีกความหมายหนึ่ง เราทุกคนได้รับเรียกให้เป็น “รัศมีอวยพรศีล” ที่มีชีวิต เป็นผู้แบกพระคริสตเจ้าไว้ในชีวิตของเรา เช่นเดียวกับรัศมีอวยพรศีลที่ประคองและแสดงองค์พระคริสตเจ้าให้ผู้คนได้เคารพนมัสการ ชีวิตของเราก็ต้องเผยให้ผู้คนเห็นพระคริสตเจ้าด้วยเช่นกัน โดยผ่านคำพูด การกระทำ ความเมตตา และความซื่อสัตย์ของเรา เพื่อให้พระคริสตเจ้าปรากฏชัดในโลกนี้

เมื่อเรารำพึงถึงการที่บรรดาศิษย์กลายเป็นอัครสาวกในวันนี้ ขอให้เราถามตนเองว่า พระเยซูเจ้ากำลังส่งเราไปที่ใด ใครบ้างที่ต้องการถ้อยคำแห่งความหวังจากเรา เราจะนำพระคริสตเจ้าเข้าไปในครอบครัว ที่ทำงาน และชุมชนของเราได้อย่างไร

ขอให้คำตอบของเราคือ
ข้าแต่องค์พระผู้เป็นเจ้า ข้าพเจ้าอยู่นี่ โปรดส่งข้าพเจ้าไปเถิด”

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น