13 อาทิตย์เทศกาลธรรมดา (28มิถุนายน
2026)
พระวรสาร: มัทธิว 10:37-42
โดย คุณพ่อคลาเรนซ์ เดวาดาสส์
เมื่อเราเป็นเด็ก
หลายคนคงเติบโตมากับคำสอนของพ่อแม่ที่ว่า
“จงเลือกสิ่งที่ถูกต้อง”
และเมื่อโตขึ้น คำสอนนั้นก็มักเปลี่ยนเป็น
“จงตัดสินใจอย่างมีข้อมูลและมีเหตุผล”
ชีวิตของเรานั้นเต็มไปด้วยการเลือกตัดสินใจ
และเราก็มักได้รับการสอนให้เลือกสิ่งที่ดี รอบคอบ และเป็นประโยชน์เสมอ
แต่เมื่อเรามาฟังพระวรสารในวันนี้ พระเยซูเจ้ากลับตรัสสิ่งที่ดูรุนแรงและน่าตกใจอยู่ไม่น้อย
พระองค์กำลังสอนให้เรารักครอบครัวน้อยลงหรือ?
เมื่อได้ยินครั้งแรก หลายคนอาจรู้สึกสับสน
หรือแม้กระทั่งไม่สบายใจ
แต่พระเยซูเจ้าองค์เดียวกันนี้เอง
คือผู้ที่ทรงสอนให้เรารักเพื่อนมนุษย์ ให้อภัยศัตรู และให้ให้เกียรติบิดามารดา
พระองค์จึงไม่มีวันเรียกร้องให้เราละเลยคนที่พระเจ้าทรงมอบหมายให้เราดูแล
ถ้อยคำที่พระเยซูเจ้าใช้ในวันนี้จงใจฟังดูหนักแน่น
เพราะพระองค์ต้องการให้เราเข้าใจความจริงสำคัญประการหนึ่ง คือ ไม่มีสิ่งใดและไม่มีใครควรเข้ามาแทนที่พระเจ้าในศูนย์กลางของชีวิตเรา
ลองนึกถึงล้อรถล้อหนึ่ง
ล้อทุกล้อมียางรอบนอก มีซี่ล้อ และมีแกนกลางอยู่ตรงศูนย์กลาง
ถ้าแกนกลางแข็งแรงและมั่นคง ซี่ล้อทุกซี่ก็จะได้รับการพยุง
และล้อก็จะหมุนไปได้อย่างราบรื่น
แต่ถ้าแกนกลางเสียหาย หรือซี่ล้อเริ่มหลวม
ทั้งล้อก็จะเสียสมดุล แม้ว่าซี่ล้อจะยังอยู่ครบ แต่ก็ไม่สามารถทำหน้าที่ได้อย่างที่ควรจะเป็น
ชีวิตของเราก็เหมือนล้อนั้น
พระคริสต์ต้องเป็น “ศูนย์กลาง” ของทุกสิ่งในชีวิตเรา
ส่วนความสัมพันธ์ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นคู่ชีวิต
ลูก พ่อแม่ เพื่อน งาน หรือความฝันต่าง ๆ
ก็เปรียบเสมือนซี่ล้อที่ยื่นออกมาจากศูนย์กลางนั้น
เมื่อพระคริสต์อยู่ตรงกลางอย่างแท้จริง
ทุกความสัมพันธ์ก็จะอยู่ในตำแหน่งที่ถูกต้อง
เราจะเป็นสามีหรือภรรยาที่ดีขึ้น
เพราะเราเรียนรู้ที่จะรักเหมือนที่พระคริสต์ทรงรัก
เราจะเป็นพ่อแม่ที่ดีขึ้น เพราะเราเรียนรู้ความอดทนและการเสียสละ
เราจะเป็นลูกที่ดีขึ้น เพราะเราเรียนรู้จักความกตัญญูและการให้เกียรติ
เราจะเป็นเพื่อนและเพื่อนบ้านที่ดีขึ้น
เพราะความเมตตาของพระองค์เริ่มหล่อหลอมจิตใจของเรา
การรักพระคริสต์เป็นอันดับแรก
ไม่ได้ทำให้เรารักคนอื่นน้อยลง
ตรงกันข้าม ความรักนั้นกลับถูกชำระให้บริสุทธิ์ ลึกซึ้ง
และมั่นคงยิ่งขึ้น
จากนั้น พระเยซูเจ้าตรัสถึง “การแบกไม้กางเขน”
สำหรับหลายคน
ไม้กางเขนเป็นเพียงสัญลักษณ์ของความทุกข์ เรามักพูดว่า
“นี่คือไม้กางเขนของฉัน”
เมื่อพูดถึงความเจ็บป่วย ความผิดหวัง หรือความสัมพันธ์ที่ยากลำบาก
แม้ว่าความทุกข์จะเป็นส่วนหนึ่งของไม้กางเขนจริง
แต่พระเยซูเจ้ากำลังพูดถึงสิ่งที่ลึกซึ้งกว่านั้น
ไม้กางเขน
คือการเลือกน้ำพระทัยของพระเจ้าเหนือความต้องการของตนเอง
ไม้กางเขน คือการให้อภัย แม้การแก้แค้นจะง่ายกว่า
ไม้กางเขน คือการซื่อสัตย์มั่นคง แม้โลกจะชวนให้ประนีประนอม
ไม้กางเขน คือการพูดความจริง
แม้ความไม่ซื่อสัตย์จะให้ผลประโยชน์แก่เรา
ไม้กางเขน คือการรับใช้อย่างเงียบ ๆ โดยไม่ต้องการเสียงชื่นชม
ไม้กางเขน คือการรัก แม้ว่าความรักนั้นต้องการการเสียสละ
ศิษย์ของพระคริสต์ทุกคนต่างมีไม้กางเขนของตนเอง
เพราะทุกคนต้องเผชิญช่วงเวลาที่ “หนทางของพระเจ้า” ไม่ตรงกับ
“หนทางของตนเอง”
และในช่วงเวลาเหล่านั้นเอง
การเป็นศิษย์ของพระคริสต์จึงกลายเป็น “การเลือกตัดสินใจ”
แต่ข่าวดีคือ พระเยซูเจ้าไม่เคยขอให้เราแบกไม้กางเขนเพียงลำพัง
พระองค์ทรงแบกมันก่อนเรา
และพระองค์ยังคงเดินเคียงข้างเราเสมอ
และเพราะพระองค์ทรงกลับคืนพระชนมชีพ
ไม้กางเขนทุกอันที่เราแบกร่วมกับพระองค์ จึงกลายเป็นหนทางสู่ชีวิตใหม่
ไม้กางเขนไม่ใช่ตอนจบของเรื่อง
การกลับคืนชีพต่างหาก คือคำสุดท้ายของพระเจ้า
พระวรสารวันนี้จึงเชื้อเชิญเราให้ย้อนถามตนเองว่า
อะไรคือศูนย์กลางของชีวิตเรา?
คือความสำเร็จหรือไม่?
คือความสะดวกสบายหรือไม่?
คือชื่อเสียงหรือไม่?
หรือแม้แต่ครอบครัว?
บางครั้ง แม้แต่สิ่งที่ดี
ก็อาจกลายเป็นสิ่งที่ผิดระเบียบได้
หากสิ่งนั้นเข้ามาแทนที่พระคริสต์ในศูนย์กลางของชีวิต
เมื่อพระคริสต์ทรงเป็นศูนย์กลางอย่างแท้จริง
ซี่ล้อทุกซี่ก็จะมั่นคงแข็งแรง
ความสัมพันธ์ของเราจะงดงามขึ้น
การตัดสินใจของเราจะชัดเจนขึ้น
การเสียสละของเราจะมีความหมายมากขึ้น
และชีวิตของเราจะเริ่มสะท้อนความรักของพระองค์
ในโลกทุกวันนี้ ไม่ใช่เพียงแค่การเลือกสิ่งที่ดี
หรือการตัดสินใจอย่างมีข้อมูลเท่านั้น
แต่คือการนำพระคริสต์เข้าไปอยู่ในทุกการตัดสินใจของชีวิตเรา
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น