ในปี
ค.ศ. 1263 ที่เมืองโบลเซนา ประเทศอิตาลี
พระสงฆ์ชาวเยอรมันนามว่า เปโตรแห่งกรุงปราก (Peter of Prague) กำลังเผชิญกับความสงสัยภายในใจเกี่ยวกับความเชื่อเรื่องศีลมหาสนิท โดยเฉพาะเรื่องการประทับอยู่จริงของพระเยซูคริสตเจ้าในศีลมหาสนิท
ว่าขนมปังและเหล้าองุ่นได้กลายเป็นพระกายและพระโลหิตของพระคริสตเจ้าอย่างแท้จริงหรือไม่
ระหว่างการเดินทางแสวงบุญไปยังกรุงโรม
ท่านได้แวะพักที่เมืองโบลเซนา และถวายบูชามิสซาที่วัดนักบุญคริสตินา (Saint
Christina) ขณะที่ท่านกล่าวถ้อยคำเสกศีลเหนือแผ่นปังศักดิ์สิทธิ์นั้น
ได้เกิดเหตุอัศจรรย์ขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์ใจ
แผ่นปังศักดิ์สิทธิ์เริ่มมีพระโลหิตไหลออกมาในมือของท่าน
พระโลหิตหยดลงบนผ้าปูพระแท่น (Corporal) และบนพระแท่นบูชา
พระสงฆ์ผู้นั้นรู้สึกสะเทือนใจและเต็มไปด้วยความยำเกรงต่อพระเจ้า
จึงหยุดพิธีมิสซาทันที
จากนั้นได้นำแผ่นปังศักดิ์สิทธิ์และผ้าปูพระแท่นที่เปื้อนพระโลหิตห่อเก็บไว้อย่างระมัดระวัง
แล้วรีบเดินทางไปยังเมืองออร์วีเอโต (Orvieto) ซึ่งเป็นสถานที่ประทับของสมเด็จพระสันตะปาปาเออร์บันที่
4 ในเวลานั้น
ภายหลังการตรวจสอบอย่างละเอียดโดยพระศาสนจักร
เหตุการณ์ดังกล่าวได้รับการรับรองว่าเป็นปาฏิหาริย์ศีลมหาสนิทที่แท้จริง
เหตุอัศจรรย์ครั้งนี้ได้ช่วยเสริมสร้างความเชื่อของสัตบุรุษในเรื่องการแปรสภาพสารัตถะ
(Transubstantiation) คือความเชื่อว่าขนมปังและเหล้าองุ่นได้เปลี่ยนเป็นพระกายและพระโลหิตของพระคริสตเจ้าอย่างแท้จริง
แม้ว่าลักษณะภายนอกจะยังคงเหมือนเดิมก็ตาม
ปาฏิหาริย์ที่โบลเซนายังเป็นแรงบันดาลใจสำคัญให้สมเด็จพระสันตะปาปาเออร์บันที่
4 ทรงสถาปนาสมโภชพระกายและพระโลหิตของพระคริสตเจ้า (Corpus
Christi) ให้เป็นวันฉลองสำหรับพระศาสนจักรสากลในปี ค.ศ. 1264
อีกทั้งยังทรงมอบหมายให้ Saint Thomas Aquinas แต่งบทภาวนาและบทเพลงสำหรับสมโภชสำคัญนี้
ซึ่งหลายบทได้รับการใช้ในพิธีกรรมของพระศาสนจักรมาจนถึงปัจจุบัน
ผ้าปูพระแท่นที่เปื้อนพระโลหิตจากเหตุอัศจรรย์ครั้งนั้นยังคงได้รับการเก็บรักษาและเคารพสักการะอยู่จนถึงทุกวันนี้
ณ Orvieto Cathedral โดยรอยพระโลหิตบางส่วนมีลักษณะที่ผู้ศรัทธาหลายคนมองเห็นคล้ายพระพักตร์ของพระคริสตเจ้า
เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจอันทรงพลังสำหรับคริสตชนคาทอลิกว่า
พระเยซูคริสตเจ้าทรงประทับอยู่ในศีลมหาสนิทอย่างแท้จริง ครบถ้วนทั้งพระกาย
พระโลหิต พระวิญญาณ และพระเทวภาพ มิใช่เพียงสัญลักษณ์เท่านั้น
แต่เป็นองค์พระคริสตเจ้าผู้ทรงมีชีวิตและประทับอยู่ท่ามกลางประชากรของพระองค์
“จงรับไปกินเถิด
นี่คือกายของเรา” (มัทธิว 26:26)
บทเพลง
Tantum Ergo Sacramentum เป็นบทสุดท้าย (2 บทสุดท้าย) ของบทเพลงยาวชื่อ Pange Lingua Gloriosi Corporis
Mysterium ซึ่งแต่งโดย Saint Thomas Aquinas ตามพระบัญชาของ Pope Urban IV เพื่อใช้ในสมโภชพระกายและพระโลหิตของพระคริสตเจ้า
(Corpus Christi)
นอกจาก
Tantum Ergo แล้ว
นักบุญโทมัสยังแต่งบทเพลงและบทภาวนาสำคัญเกี่ยวกับศีลมหาสนิทอีกหลายบท ได้แก่
1.
Pange Lingua Gloriosi Corporis Mysterium
o
บทเพลงสำหรับสมโภช Corpus
Christi
o
สองบทสุดท้ายคือ Tantum
Ergo
o
ใช้ในพิธีศีลมหาสนิทและการตั้งศีล
2.
Adoro Te Devote
o
"ข้าพเจ้าขอนมัสการพระองค์ด้วยใจศรัทธา"
o
เป็นบทภาวนาส่วนตัวที่ลึกซึ้งเกี่ยวกับการประทับอยู่จริงของพระคริสตเจ้าในศีลมหาสนิท
3.
Lauda Sion Salvatorem
o
บทเพลงลำดับ (Sequence) สำหรับมิสซาสมโภช Corpus Christi
o
อธิบายเทววิทยาเรื่องศีลมหาสนิทอย่างละเอียด
4.
Sacris Solemniis
o
มีวรรคที่มีชื่อเสียงมากคือ
Panis Angelicus fit panis hominum
("ปังของเหล่าทูตสวรรค์กลายเป็นอาหารของมนุษย์")
5.
Verbum Supernum Prodiens
o
บทเพลงเกี่ยวกับพระคริสตเจ้าและศีลมหาสนิท
o
ส่วนท้ายมีบทที่รู้จักกันดีชื่อ O
Salutaris Hostia
ดังนั้น
เมื่อเราร้องหรือสวด
Tantum ergo
Sacramentum
Veneremur cernui...
ในพิธีตั้งศีลมหาสนิทหรือศีลมหาสนิทอวยพร
(Benediction of the Blessed Sacrament) เรากำลังใช้บทประพันธ์ของนักบุญโทมัส
อไควนัสที่มีอายุกว่า 760 ปี
และถือเป็นหนึ่งในบทเพลงศีลมหาสนิทที่งดงามที่สุดในประวัติศาสตร์พระศาสนจักร
น่าสนใจว่า
แม้ปาฏิหาริย์ที่เมือง Bolsena จะเป็นแรงผลักดันสำคัญในการสถาปนาสมโภช
Corpus Christi แต่บทเพลงของนักบุญโทมัสไม่ได้เน้นปาฏิหาริย์เป็นหลัก
หากเน้นความเชื่อของพระศาสนจักรใน "การประทับอยู่จริง" (Real
Presence) ของพระคริสตเจ้าในศีลมหาสนิท ซึ่งเป็นหัวใจของความเชื่อคาทอลิกมาตั้งแต่สมัยอัครสาวก.
หมายเหตุ
บทเพลง
Tantum Ergo Sacramentum เป็นบทสุดท้าย (2 บทสุดท้าย) ของบทเพลงยาวชื่อ Pange Lingua Gloriosi Corporis
Mysterium ซึ่งแต่งโดย Saint Thomas Aquinas ตามพระบัญชาของ Pope Urban IV เพื่อใช้ในสมโภชพระกายและพระโลหิตของพระคริสตเจ้า
(Corpus Christi)
นอกจาก
Tantum Ergo แล้ว
นักบุญโทมัสยังแต่งบทเพลงและบทภาวนาสำคัญเกี่ยวกับศีลมหาสนิทอีกหลายบท ได้แก่
1.
Pange Lingua Gloriosi Corporis Mysterium
o
บทเพลงสำหรับสมโภช Corpus
Christi
o
สองบทสุดท้ายคือ Tantum
Ergo
o
ใช้ในพิธีศีลมหาสนิทและการตั้งศีล
2.
Adoro Te Devote
o
"ข้าพเจ้าขอนมัสการพระองค์ด้วยใจศรัทธา"
o
เป็นบทภาวนาส่วนตัวที่ลึกซึ้งเกี่ยวกับการประทับอยู่จริงของพระคริสตเจ้าในศีลมหาสนิท
3.
Lauda Sion Salvatorem
o
บทเพลงลำดับ (Sequence) สำหรับมิสซาสมโภช Corpus Christi
o
อธิบายเทววิทยาเรื่องศีลมหาสนิทอย่างละเอียด
4.
Sacris Solemniis
o
มีวรรคที่มีชื่อเสียงมากคือ
Panis Angelicus fit panis hominum
("ปังของเหล่าทูตสวรรค์กลายเป็นอาหารของมนุษย์")
5.
Verbum Supernum Prodiens
o
บทเพลงเกี่ยวกับพระคริสตเจ้าและศีลมหาสนิท
o
ส่วนท้ายมีบทที่รู้จักกันดีชื่อ O
Salutaris Hostia
ดังนั้น
เมื่อเราร้องหรือสวด
Tantum ergo
Sacramentum
Veneremur cernui...
ในพิธีตั้งศีลมหาสนิทหรือศีลมหาสนิทอวยพร
(Benediction of the Blessed Sacrament) เรากำลังใช้บทประพันธ์ของนักบุญโทมัส
อไควนัสที่มีอายุกว่า 760 ปี
และถือเป็นหนึ่งในบทเพลงศีลมหาสนิทที่งดงามที่สุดในประวัติศาสตร์พระศาสนจักร
น่าสนใจว่า
แม้ปาฏิหาริย์ที่เมือง Bolsena จะเป็นแรงผลักดันสำคัญในการสถาปนาสมโภช
Corpus Christi แต่บทเพลงของนักบุญโทมัสไม่ได้เน้นปาฏิหาริย์เป็นหลัก
หากเน้นความเชื่อของพระศาสนจักรใน "การประทับอยู่จริง" (Real
Presence) ของพระคริสตเจ้าในศีลมหาสนิท
ซึ่งเป็นหัวใจของความเชื่อคาทอลิกมาตั้งแต่สมัยอัครสาวก.
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น