วันเสาร์ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2569

พระคริสตวรกาย

 

ในปี ค.ศ. 1263 ที่เมืองโบลเซนา ประเทศอิตาลี พระสงฆ์ชาวเยอรมันนามว่า เปโตรแห่งกรุงปราก (Peter of Prague) กำลังเผชิญกับความสงสัยภายในใจเกี่ยวกับความเชื่อเรื่องศีลมหาสนิท โดยเฉพาะเรื่องการประทับอยู่จริงของพระเยซูคริสตเจ้าในศีลมหาสนิท ว่าขนมปังและเหล้าองุ่นได้กลายเป็นพระกายและพระโลหิตของพระคริสตเจ้าอย่างแท้จริงหรือไม่

ระหว่างการเดินทางแสวงบุญไปยังกรุงโรม ท่านได้แวะพักที่เมืองโบลเซนา และถวายบูชามิสซาที่วัดนักบุญคริสตินา (Saint Christina) ขณะที่ท่านกล่าวถ้อยคำเสกศีลเหนือแผ่นปังศักดิ์สิทธิ์นั้น ได้เกิดเหตุอัศจรรย์ขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์ใจ แผ่นปังศักดิ์สิทธิ์เริ่มมีพระโลหิตไหลออกมาในมือของท่าน พระโลหิตหยดลงบนผ้าปูพระแท่น (Corporal) และบนพระแท่นบูชา

พระสงฆ์ผู้นั้นรู้สึกสะเทือนใจและเต็มไปด้วยความยำเกรงต่อพระเจ้า จึงหยุดพิธีมิสซาทันที จากนั้นได้นำแผ่นปังศักดิ์สิทธิ์และผ้าปูพระแท่นที่เปื้อนพระโลหิตห่อเก็บไว้อย่างระมัดระวัง แล้วรีบเดินทางไปยังเมืองออร์วีเอโต (Orvieto) ซึ่งเป็นสถานที่ประทับของสมเด็จพระสันตะปาปาเออร์บันที่ 4 ในเวลานั้น

ภายหลังการตรวจสอบอย่างละเอียดโดยพระศาสนจักร เหตุการณ์ดังกล่าวได้รับการรับรองว่าเป็นปาฏิหาริย์ศีลมหาสนิทที่แท้จริง เหตุอัศจรรย์ครั้งนี้ได้ช่วยเสริมสร้างความเชื่อของสัตบุรุษในเรื่องการแปรสภาพสารัตถะ (Transubstantiation) คือความเชื่อว่าขนมปังและเหล้าองุ่นได้เปลี่ยนเป็นพระกายและพระโลหิตของพระคริสตเจ้าอย่างแท้จริง แม้ว่าลักษณะภายนอกจะยังคงเหมือนเดิมก็ตาม

ปาฏิหาริย์ที่โบลเซนายังเป็นแรงบันดาลใจสำคัญให้สมเด็จพระสันตะปาปาเออร์บันที่ 4 ทรงสถาปนาสมโภชพระกายและพระโลหิตของพระคริสตเจ้า (Corpus Christi) ให้เป็นวันฉลองสำหรับพระศาสนจักรสากลในปี ค.ศ. 1264 อีกทั้งยังทรงมอบหมายให้ Saint Thomas Aquinas แต่งบทภาวนาและบทเพลงสำหรับสมโภชสำคัญนี้ ซึ่งหลายบทได้รับการใช้ในพิธีกรรมของพระศาสนจักรมาจนถึงปัจจุบัน

ผ้าปูพระแท่นที่เปื้อนพระโลหิตจากเหตุอัศจรรย์ครั้งนั้นยังคงได้รับการเก็บรักษาและเคารพสักการะอยู่จนถึงทุกวันนี้ ณ Orvieto Cathedral โดยรอยพระโลหิตบางส่วนมีลักษณะที่ผู้ศรัทธาหลายคนมองเห็นคล้ายพระพักตร์ของพระคริสตเจ้า

เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจอันทรงพลังสำหรับคริสตชนคาทอลิกว่า พระเยซูคริสตเจ้าทรงประทับอยู่ในศีลมหาสนิทอย่างแท้จริง ครบถ้วนทั้งพระกาย พระโลหิต พระวิญญาณ และพระเทวภาพ มิใช่เพียงสัญลักษณ์เท่านั้น แต่เป็นองค์พระคริสตเจ้าผู้ทรงมีชีวิตและประทับอยู่ท่ามกลางประชากรของพระองค์

จงรับไปกินเถิด นี่คือกายของเรา” (มัทธิว 26:26)

 

บทเพลง Tantum Ergo Sacramentum เป็นบทสุดท้าย (2 บทสุดท้าย) ของบทเพลงยาวชื่อ Pange Lingua Gloriosi Corporis Mysterium ซึ่งแต่งโดย Saint Thomas Aquinas ตามพระบัญชาของ Pope Urban IV เพื่อใช้ในสมโภชพระกายและพระโลหิตของพระคริสตเจ้า (Corpus Christi)

นอกจาก Tantum Ergo แล้ว นักบุญโทมัสยังแต่งบทเพลงและบทภาวนาสำคัญเกี่ยวกับศีลมหาสนิทอีกหลายบท ได้แก่

1.       Pange Lingua Gloriosi Corporis Mysterium

o   บทเพลงสำหรับสมโภช Corpus Christi

o   สองบทสุดท้ายคือ Tantum Ergo

o   ใช้ในพิธีศีลมหาสนิทและการตั้งศีล

2.       Adoro Te Devote

o   "ข้าพเจ้าขอนมัสการพระองค์ด้วยใจศรัทธา"

o   เป็นบทภาวนาส่วนตัวที่ลึกซึ้งเกี่ยวกับการประทับอยู่จริงของพระคริสตเจ้าในศีลมหาสนิท

3.       Lauda Sion Salvatorem

o   บทเพลงลำดับ (Sequence) สำหรับมิสซาสมโภช Corpus Christi

o   อธิบายเทววิทยาเรื่องศีลมหาสนิทอย่างละเอียด

4.       Sacris Solemniis

o   มีวรรคที่มีชื่อเสียงมากคือ
Panis Angelicus fit panis hominum
("ปังของเหล่าทูตสวรรค์กลายเป็นอาหารของมนุษย์")

5.       Verbum Supernum Prodiens

o   บทเพลงเกี่ยวกับพระคริสตเจ้าและศีลมหาสนิท

o   ส่วนท้ายมีบทที่รู้จักกันดีชื่อ O Salutaris Hostia

ดังนั้น เมื่อเราร้องหรือสวด

Tantum ergo Sacramentum
Veneremur cernui...

ในพิธีตั้งศีลมหาสนิทหรือศีลมหาสนิทอวยพร (Benediction of the Blessed Sacrament) เรากำลังใช้บทประพันธ์ของนักบุญโทมัส อไควนัสที่มีอายุกว่า 760 ปี และถือเป็นหนึ่งในบทเพลงศีลมหาสนิทที่งดงามที่สุดในประวัติศาสตร์พระศาสนจักร

น่าสนใจว่า แม้ปาฏิหาริย์ที่เมือง Bolsena จะเป็นแรงผลักดันสำคัญในการสถาปนาสมโภช Corpus Christi แต่บทเพลงของนักบุญโทมัสไม่ได้เน้นปาฏิหาริย์เป็นหลัก หากเน้นความเชื่อของพระศาสนจักรใน "การประทับอยู่จริง" (Real Presence) ของพระคริสตเจ้าในศีลมหาสนิท ซึ่งเป็นหัวใจของความเชื่อคาทอลิกมาตั้งแต่สมัยอัครสาวก.

หมายเหตุ

บทเพลง Tantum Ergo Sacramentum เป็นบทสุดท้าย (2 บทสุดท้าย) ของบทเพลงยาวชื่อ Pange Lingua Gloriosi Corporis Mysterium ซึ่งแต่งโดย Saint Thomas Aquinas ตามพระบัญชาของ Pope Urban IV เพื่อใช้ในสมโภชพระกายและพระโลหิตของพระคริสตเจ้า (Corpus Christi)

นอกจาก Tantum Ergo แล้ว นักบุญโทมัสยังแต่งบทเพลงและบทภาวนาสำคัญเกี่ยวกับศีลมหาสนิทอีกหลายบท ได้แก่

1.       Pange Lingua Gloriosi Corporis Mysterium

o   บทเพลงสำหรับสมโภช Corpus Christi

o   สองบทสุดท้ายคือ Tantum Ergo

o   ใช้ในพิธีศีลมหาสนิทและการตั้งศีล

2.       Adoro Te Devote

o   "ข้าพเจ้าขอนมัสการพระองค์ด้วยใจศรัทธา"

o   เป็นบทภาวนาส่วนตัวที่ลึกซึ้งเกี่ยวกับการประทับอยู่จริงของพระคริสตเจ้าในศีลมหาสนิท

3.       Lauda Sion Salvatorem

o   บทเพลงลำดับ (Sequence) สำหรับมิสซาสมโภช Corpus Christi

o   อธิบายเทววิทยาเรื่องศีลมหาสนิทอย่างละเอียด

4.       Sacris Solemniis

o   มีวรรคที่มีชื่อเสียงมากคือ
Panis Angelicus fit panis hominum
("ปังของเหล่าทูตสวรรค์กลายเป็นอาหารของมนุษย์")

5.       Verbum Supernum Prodiens

o   บทเพลงเกี่ยวกับพระคริสตเจ้าและศีลมหาสนิท

o   ส่วนท้ายมีบทที่รู้จักกันดีชื่อ O Salutaris Hostia

ดังนั้น เมื่อเราร้องหรือสวด

Tantum ergo Sacramentum
Veneremur cernui...

ในพิธีตั้งศีลมหาสนิทหรือศีลมหาสนิทอวยพร (Benediction of the Blessed Sacrament) เรากำลังใช้บทประพันธ์ของนักบุญโทมัส อไควนัสที่มีอายุกว่า 760 ปี และถือเป็นหนึ่งในบทเพลงศีลมหาสนิทที่งดงามที่สุดในประวัติศาสตร์พระศาสนจักร

น่าสนใจว่า แม้ปาฏิหาริย์ที่เมือง Bolsena จะเป็นแรงผลักดันสำคัญในการสถาปนาสมโภช Corpus Christi แต่บทเพลงของนักบุญโทมัสไม่ได้เน้นปาฏิหาริย์เป็นหลัก หากเน้นความเชื่อของพระศาสนจักรใน "การประทับอยู่จริง" (Real Presence) ของพระคริสตเจ้าในศีลมหาสนิท ซึ่งเป็นหัวใจของความเชื่อคาทอลิกมาตั้งแต่สมัยอัครสาวก.

 

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น