สัปดาห์ที่ 12 เทศกาลธรรมดา (21 มิถุนายน 69)
พระวรสาร: มัทธิว 10:26-33
คุณพ่อ Clarence Devadass
จากประสบการณ์ของเราเอง
เรารู้ดีว่าความกลัวมีผลทำให้หัวใจของมนุษย์อ่อนแรงและเป็นอัมพาตได้
เมื่อความกลัวเข้าครอบงำเรา มันทำให้มุมมองของเราแคบลง
เราจะหมกมุ่นอยู่กับผลลัพธ์ที่อาจเกิดขึ้น
ภัยพิบัติที่จินตนาการไปเอง และคำถามมากมายว่า “ถ้าเกิดว่า...” ความกลัวสามารถพรากสันติสุขไปจากเรา
ขโมยความยินดีของเรา และแม้กระทั่งทำให้ความไว้วางใจในพระเจ้าของเราอ่อนแอลง
หลายคนคงรู้จักประสบการณ์นี้ดี เราภาวนา
แต่การภาวนาของเรามักมาพร้อมกับความกังวล เราบอกพระเจ้าว่าเราไว้วางใจพระองค์
แต่ลึก ๆ แล้ว เรายังอยากมีหลักประกันบางอย่าง เผื่อไว้ก่อน
เรามอบความกังวลของเราไว้กับพระเจ้า
แต่ไม่นานเราก็กลับไปหยิบมันขึ้นมาอีก ในใจลึก ๆ
เราอยากได้ความแน่นอนก่อนที่เราจะยอมไว้วางใจอย่างแท้จริง
และนี่เองคือสภาพความเป็นมนุษย์ที่พระเยซูเจ้าตรัสกับเราในพระวรสารวันนี้
พระองค์ตรัสกับบรรดาศิษย์ถึงสองครั้งว่า “อย่ากลัวเลย”
ถ้อยคำเหล่านี้ไม่ได้ถูกพูดขึ้นในสถานการณ์ที่สะดวกสบาย
พระเยซูเจ้ากำลังเตรียมบรรดาศิษย์สำหรับพันธกิจ
และพระองค์ทรงรู้ดีว่าการติดตามพระองค์ไม่ใช่เรื่องง่าย
ในช่วงแรกเริ่มของคริสตศาสนา
การประกาศตัวว่าเป็นผู้ติดตามพระเยซูเจ้า อาจเท่ากับการลงนามในใบมรณบัตรของตนเอง
คริสตชนต้องเผชิญกับการถูกปฏิเสธ การเบียดเบียน การจองจำ
และแม้กระทั่งการเป็นมรณสักขี
แต่พระเยซูเจ้ากลับตรัสว่า “อย่ากลัวเลย”
สังเกตว่าพระเยซูเจ้าไม่ได้ตรัสว่า
“ไม่มีอะไรต้องกลัว” พระองค์ไม่ได้สัญญาว่าชีวิตจะปราศจากความทุกข์ การถูกปฏิเสธ
หรือความยากลำบาก แต่พระองค์ประทานสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่า
นั่นคือความมั่นใจว่าพระเจ้าทรงอยู่กับพวกเขา
และความรักเอาใจใส่ของพระเจ้าทรงยิ่งใหญ่กว่าภัยคุกคามใด ๆ ที่พวกเขาอาจต้องเผชิญ
พวกเราส่วนใหญ่ไม่ได้ใช้ชีวิตภายใต้การถูกเบียดเบียนเพราะความเชื่อ
แต่เราก็มีความกลัวในรูปแบบอื่น บางคนกลัวความเจ็บป่วย บางคนกลัวความล้มเหลว
บางคนกลัวการสูญเสียคนที่รัก สูญเสียงาน หรือเผชิญกับอนาคตที่ไม่แน่นอน
มีคนที่กลัวการอยู่ลำพัง กลัวความแก่ชรา
กลัวปัญหาทางการเงิน หรือแม้กระทั่งกลัวความมืดและสิ่งที่อธิบายไม่ได้
แต่บางที ความกลัวที่ยิ่งใหญ่ที่สุดก็คือ
“ความกลัวต่อสิ่งที่ยังไม่รู้”
เราไม่รู้ว่าวันพรุ่งนี้จะเกิดอะไรขึ้น
เราไม่รู้ว่ามีอะไรรออยู่ตรงมุมถัดไปของชีวิต เรามองไม่เห็นอนาคต
และความไม่แน่นอนนั้นทำให้เราวิตกกังวล
แต่พระเยซูเจ้าทรงเชื้อเชิญให้เรามองข้ามความกลัว
และหันไปจดจ่อกับความรักและการทรงดูแลของพระเจ้าแทน
พระองค์ทรงชี้ไปที่นกกระจอก นกตัวเล็ก ๆ
ที่แทบไม่มีค่าในตลาด
แต่ไม่มีสักตัวเดียวที่จะตกลงสู่พื้นดินโดยที่พระบิดาไม่ทรงทราบ
จากนั้นพระเยซูเจ้าตรัสสิ่งที่น่าอัศจรรย์ว่า
“พวกท่านมีค่ามากกว่านกกระจอกหลายตัว”
ลองคิดถึงเรื่องนี้สักครู่
พระเจ้าผู้ทรงสร้างจักรวาล ทรงรู้จักคุณเป็นการส่วนตัว
พระองค์ทรงรู้ถึงการต่อสู้ภายใน ความกังวล ความผิดหวัง และความกลัวของคุณ
พระองค์ทรงรู้ถึงทุกหยดน้ำตาที่คุณเคยร้องไห้
และทุกภาระที่คุณแบกไว้ ไม่มีสิ่งใดหลุดพ้นจากสายพระเนตรของพระองค์
ยิ่งกว่านั้น พระเยซูเจ้ายังทรงเตือนเราว่า
แม้แต่เส้นผมบนศีรษะของเรา พระองค์ก็ทรงนับไว้หมดแล้ว
นี่ไม่ใช่เพียงภาษาสละสลวยเชิงกวีเท่านั้น
แต่เป็นภาพที่ทรงพลังถึงความรักและความเอาใจใส่อย่างลึกซึ้งของพระเจ้า
หากพระเจ้าทรงรู้จักเราอย่างสมบูรณ์เช่นนี้
เหตุใดเราจึงยังใช้ชีวิตราวกับว่าเราเป็นคนที่ถูกลืม?
ความเชื่อไม่ได้หมายความว่าเราจะมีคำตอบสำหรับทุกเรื่อง
ความเชื่อไม่ได้ทำให้ความไม่แน่นอนหายไป ความเชื่อหมายถึงการไว้วางใจว่า
แม้เราไม่สามารถมองเห็นถนนข้างหน้า แต่พระเจ้าทรงมองเห็น
ความเชื่อคือการเชื่อว่าความรักของพระองค์ยิ่งใหญ่กว่าความกลัวของเรา
และแผนการของพระองค์ยิ่งใหญ่กว่าความเข้าใจของเรา
วันนี้ พระเยซูเจ้าทรงย้ำพระวาจากับเราแต่ละคนอีกครั้งว่า
“อย่ากลัวเลย”
อย่ากลัวอนาคต อย่ากลัวสิ่งที่คุณควบคุมไม่ได้
อย่ากลัวสิ่งที่ยังไม่รู้
แต่จงมอบความไว้วางใจของคุณไว้กับพระองค์
ผู้ทรงรู้จักคุณ ทรงรักคุณ และทรงเฝ้าดูแลคุณ พระเจ้าผู้ทรงดูแลนกกระจอกทุกตัว
ย่อมทรงดูแลคุณด้วยเช่นกัน
และถ้าคุณมีค่ามากกว่านกกระจอกนับร้อยตัว
คุณก็สามารถเผชิญกับวันพรุ่งนี้ได้อย่างมั่นใจ เพราะไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น
คุณจะไม่มีวันต้องเผชิญมันเพียงลำพัง
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น