วันเสาร์ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2569

สัปดาห์ที่ 12 เทศกาลธรรมดา (21 มิถุนายน 69)

 



สัปดาห์ที่ 12 เทศกาลธรรมดา (21 มิถุนายน 69)

พระวรสาร: มัทธิว 10:26-33
คุณพ่อ Clarence Devadass

จากประสบการณ์ของเราเอง เรารู้ดีว่าความกลัวมีผลทำให้หัวใจของมนุษย์อ่อนแรงและเป็นอัมพาตได้ เมื่อความกลัวเข้าครอบงำเรา มันทำให้มุมมองของเราแคบลง

เราจะหมกมุ่นอยู่กับผลลัพธ์ที่อาจเกิดขึ้น ภัยพิบัติที่จินตนาการไปเอง และคำถามมากมายว่า “ถ้าเกิดว่า...” ความกลัวสามารถพรากสันติสุขไปจากเรา ขโมยความยินดีของเรา และแม้กระทั่งทำให้ความไว้วางใจในพระเจ้าของเราอ่อนแอลง

หลายคนคงรู้จักประสบการณ์นี้ดี เราภาวนา แต่การภาวนาของเรามักมาพร้อมกับความกังวล เราบอกพระเจ้าว่าเราไว้วางใจพระองค์ แต่ลึก ๆ แล้ว เรายังอยากมีหลักประกันบางอย่าง เผื่อไว้ก่อน

เรามอบความกังวลของเราไว้กับพระเจ้า แต่ไม่นานเราก็กลับไปหยิบมันขึ้นมาอีก ในใจลึก ๆ เราอยากได้ความแน่นอนก่อนที่เราจะยอมไว้วางใจอย่างแท้จริง

และนี่เองคือสภาพความเป็นมนุษย์ที่พระเยซูเจ้าตรัสกับเราในพระวรสารวันนี้ พระองค์ตรัสกับบรรดาศิษย์ถึงสองครั้งว่า “อย่ากลัวเลย”

ถ้อยคำเหล่านี้ไม่ได้ถูกพูดขึ้นในสถานการณ์ที่สะดวกสบาย พระเยซูเจ้ากำลังเตรียมบรรดาศิษย์สำหรับพันธกิจ และพระองค์ทรงรู้ดีว่าการติดตามพระองค์ไม่ใช่เรื่องง่าย

ในช่วงแรกเริ่มของคริสตศาสนา การประกาศตัวว่าเป็นผู้ติดตามพระเยซูเจ้า อาจเท่ากับการลงนามในใบมรณบัตรของตนเอง คริสตชนต้องเผชิญกับการถูกปฏิเสธ การเบียดเบียน การจองจำ และแม้กระทั่งการเป็นมรณสักขี

แต่พระเยซูเจ้ากลับตรัสว่า “อย่ากลัวเลย”

สังเกตว่าพระเยซูเจ้าไม่ได้ตรัสว่า “ไม่มีอะไรต้องกลัว” พระองค์ไม่ได้สัญญาว่าชีวิตจะปราศจากความทุกข์ การถูกปฏิเสธ หรือความยากลำบาก แต่พระองค์ประทานสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่า นั่นคือความมั่นใจว่าพระเจ้าทรงอยู่กับพวกเขา และความรักเอาใจใส่ของพระเจ้าทรงยิ่งใหญ่กว่าภัยคุกคามใด ๆ ที่พวกเขาอาจต้องเผชิญ

พวกเราส่วนใหญ่ไม่ได้ใช้ชีวิตภายใต้การถูกเบียดเบียนเพราะความเชื่อ แต่เราก็มีความกลัวในรูปแบบอื่น บางคนกลัวความเจ็บป่วย บางคนกลัวความล้มเหลว บางคนกลัวการสูญเสียคนที่รัก สูญเสียงาน หรือเผชิญกับอนาคตที่ไม่แน่นอน

มีคนที่กลัวการอยู่ลำพัง กลัวความแก่ชรา กลัวปัญหาทางการเงิน หรือแม้กระทั่งกลัวความมืดและสิ่งที่อธิบายไม่ได้

แต่บางที ความกลัวที่ยิ่งใหญ่ที่สุดก็คือ “ความกลัวต่อสิ่งที่ยังไม่รู้”

เราไม่รู้ว่าวันพรุ่งนี้จะเกิดอะไรขึ้น เราไม่รู้ว่ามีอะไรรออยู่ตรงมุมถัดไปของชีวิต เรามองไม่เห็นอนาคต และความไม่แน่นอนนั้นทำให้เราวิตกกังวล

แต่พระเยซูเจ้าทรงเชื้อเชิญให้เรามองข้ามความกลัว และหันไปจดจ่อกับความรักและการทรงดูแลของพระเจ้าแทน

พระองค์ทรงชี้ไปที่นกกระจอก นกตัวเล็ก ๆ ที่แทบไม่มีค่าในตลาด แต่ไม่มีสักตัวเดียวที่จะตกลงสู่พื้นดินโดยที่พระบิดาไม่ทรงทราบ

จากนั้นพระเยซูเจ้าตรัสสิ่งที่น่าอัศจรรย์ว่า “พวกท่านมีค่ามากกว่านกกระจอกหลายตัว”

ลองคิดถึงเรื่องนี้สักครู่ พระเจ้าผู้ทรงสร้างจักรวาล ทรงรู้จักคุณเป็นการส่วนตัว พระองค์ทรงรู้ถึงการต่อสู้ภายใน ความกังวล ความผิดหวัง และความกลัวของคุณ

พระองค์ทรงรู้ถึงทุกหยดน้ำตาที่คุณเคยร้องไห้ และทุกภาระที่คุณแบกไว้ ไม่มีสิ่งใดหลุดพ้นจากสายพระเนตรของพระองค์

ยิ่งกว่านั้น พระเยซูเจ้ายังทรงเตือนเราว่า แม้แต่เส้นผมบนศีรษะของเรา พระองค์ก็ทรงนับไว้หมดแล้ว นี่ไม่ใช่เพียงภาษาสละสลวยเชิงกวีเท่านั้น แต่เป็นภาพที่ทรงพลังถึงความรักและความเอาใจใส่อย่างลึกซึ้งของพระเจ้า หากพระเจ้าทรงรู้จักเราอย่างสมบูรณ์เช่นนี้ เหตุใดเราจึงยังใช้ชีวิตราวกับว่าเราเป็นคนที่ถูกลืม?

ความเชื่อไม่ได้หมายความว่าเราจะมีคำตอบสำหรับทุกเรื่อง ความเชื่อไม่ได้ทำให้ความไม่แน่นอนหายไป ความเชื่อหมายถึงการไว้วางใจว่า แม้เราไม่สามารถมองเห็นถนนข้างหน้า แต่พระเจ้าทรงมองเห็น

ความเชื่อคือการเชื่อว่าความรักของพระองค์ยิ่งใหญ่กว่าความกลัวของเรา และแผนการของพระองค์ยิ่งใหญ่กว่าความเข้าใจของเรา

วันนี้ พระเยซูเจ้าทรงย้ำพระวาจากับเราแต่ละคนอีกครั้งว่า “อย่ากลัวเลย”

อย่ากลัวอนาคต อย่ากลัวสิ่งที่คุณควบคุมไม่ได้ อย่ากลัวสิ่งที่ยังไม่รู้

แต่จงมอบความไว้วางใจของคุณไว้กับพระองค์ ผู้ทรงรู้จักคุณ ทรงรักคุณ และทรงเฝ้าดูแลคุณ พระเจ้าผู้ทรงดูแลนกกระจอกทุกตัว ย่อมทรงดูแลคุณด้วยเช่นกัน

และถ้าคุณมีค่ามากกว่านกกระจอกนับร้อยตัว คุณก็สามารถเผชิญกับวันพรุ่งนี้ได้อย่างมั่นใจ เพราะไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น คุณจะไม่มีวันต้องเผชิญมันเพียงลำพัง

 


ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น